ข่าว

ประเทศไทยในความเสี่ยง

ประเทศไทยในความเสี่ยง

04 ม.ค. 2553

เมื่อปลายปีที่แล้ว นิตยสาร The Economist ได้ประเมินสถานการณ์ความไม่สงบของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในปี 2010 โดยจัดระดับจากความเสี่ยงออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ มีความเสี่ยงสูง มีความเสี่ยงมาก มีความเสี่ยงปานกลาง มีความเสี่ยงน้อย

 จนถึงไม่มีความเสี่ยงเลย โดยในปี 2010 นี้ สำหรับภูมิภาคเอเชียประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ จีน กัมพูชา เนปาล อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ประเทศที่มีความเสี่ยงมาก ได้แก่ พม่า บังกลาเทศ ปาปัวนิวกินี ประเทศที่มีความเสี่ยงปานกลาง ได้แก่ มาเลเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ เวียดนาม และประเทศที่มีความเสี่ยงน้อย ได้แก่ ลาว ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น

 ถ้าถามถึงปัจจัยที่ใช้วัดระดับความเสี่ยง ก็คงขึ้นอยู่กับสภาวการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความขัดแย้งภายในของประเทศเหล่านั้น ในส่วนของจีน แม้จะประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจจนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป แต่จีนก็ยังมีปัญหาภายในอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในเรื่องกระจายความเจริญและความมั่งคั่งระหว่างดินแดนต่างๆ ในประเทศ ด้วยความที่เป็นประเทศใหญ่มีพื้นที่กว้างขวางและมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน ทำให้แต่ละมณฑลมีโอกาสและข้อจำกัดเฉพาะตัว ซึ่งกลายเป็นความเหลื่อมล้ำของคนในท้องถิ่น นอกจากนี้ปัญหาเรื่องเชื้อชาติและศาสนา เช่น ชาวทิเบต หรือชาวอุยกูร์ในซินเจียง ก็ยังมีเค้าว่าจะทวีความรุนแรงขึ้น

 ในส่วนของเนปาล คงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองโดยตรงของกลุ่มที่นิยมลัทธิเหมา และต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและเด็ดขาด ขณะที่อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์นั้น สิ่งซึ่งคุกคามความมั่นคงก็คือการก่อการร้ายของกลุ่มมุสลิม และกัมพูชาก็มาจากแรงกดดันต่อการครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จและยาวนานของกลุ่มฮุน เซน แถมยังมีท่าว่าจะหาทางอยู่ในตำแหน่งต่อไปอย่างไม่มีกำหนดเวลา

 ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงมาก ปัญหาของพม่าน่าจะเกิดจากแรงกดดันจากภายนอกที่ต้องการให้รัฐบาลเผด็จการทหารคืนสิทธิและเสรีภาพแก่ประชาชน ซึ่งจะต้องจับตาการเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดมีขึ้นในปีนี้ ทั้งในระหว่างการเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้งว่าจะส่งผลกระทบรุนแรงขนาดไหน ขณะที่บังกลาเทศยังคงความไม่แน่นอนระหว่างการเป็นประชาธิปไตยกับเผด็จการทหารและการเลือกตั้งกับการปฏิวัติ ซึ่งหมุนกลับสลับเปลี่ยนมาหลายครั้งแล้วในประเทศนี้ และปาปัวนิวกินีก็เป็นประเทศที่มีความไม่แน่นอนในทุกๆ ด้านมากที่สุดในเอเชียก็ว่าได้

 สำหรับประเทศที่ถูกจัดอันดับความเสี่ยงไว้ที่ระดับปานกลางนั้น ผู้จัดคงคำนึงถึงอัตราความเสี่ยงทางเศรษฐกิจเป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะค่าของเงินสกุลพื้นเมือง ซึ่งแข็งขึ้นสวนทางกับการอ่อนตัวลงของเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อันส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการลงทุน ดังที่เวียดนามต้องประกาศลดค่าเงินของตนลงมาแล้ว และประเทศที่มีความเสี่ยงน้อย เช่น ลาว ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ก็ล้วนเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

 ผมไม่ได้หลงลืมหรือตกหล่นประเทศไทยของเราหรอกครับ ในปี 2010 นี้ นิตยสาร The Economist จัดประเทศไทยไว้ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงสูง ด้วยเหตุผลกลใดนั้น ผมคิดว่าผู้อ่านทุกท่านคงประจักษ์ใจดีอยู่แล้ว และก็น่าวิตกว่าในปีนี้ปัญหาและความขัดแย้งที่มีอยู่เดิมอาจจะพัฒนาไปสู่ความรุนแรงอีกระดับหนึ่ง รวมทั้งอาจมี “อาการแทรกซ้อน” ที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้นได้

 และสิ่งซึ่งจะเป็นประหนึ่งวัคซีนที่จะป้องกันประเทศไทยได้ ก็คือ การน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชทานแก่พสกนิกรเนื่องในโอกาสวันปีใหม่ 2553  โดยเฉพาะในเรื่องของการ “มีสติ รู้ตัว มีปัญญา และรู้คิด” มาเป็นเครื่องกำกับจิตใจของตน เพื่อให้บ้านเมืองรอดพ้นจากอันตราย และมีความเจริญ ความผาสุก ความร่มเย็น โดยทั่วกัน