ข่าว

ปีแห่งพลังเงียบ

ปีแห่งพลังเงียบ

04 ม.ค. 2553

คนเสื้อแดงประกาศจะชุมนุมพลครั้งใหญ่อีกครั้งในเดือนมกราคมนี้ หลังจากตลอดปีที่ผ่านมา คนเสื้อแดงนัดชุมนุมกันหลายครั้ง ต่างกรรม ต่างวาระ ทั้งนี้พวกเขาพยายามอธิบายว่า นี่เป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ระหว่างประชาธิปไตยและระบอบอำมาตย์

 เนื่องเพราะระบอบอำมาตย์ได้โค่นล้มรัฐบาลมาแล้วถึง 3 รัฐบาล คือ รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช รวมทั้งรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ "เราจึงยอมรับว่า การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงหลังปีใหม่นี้ เป้าหมายของเราคือโค่นรัฐบาลให้ได้ โดยยึดสันติวิธี..." นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง ประกาศเจตนารมณ์ของเขาในการโค่นล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่คนเสื้อแดงใช้ความพยายามมานานนับปีแล้ว

 ต้องยอมรับว่า ตลอดหนึ่งขวบปีของรัฐบาล ถึงแม้จะมีปัญหาในเชิงบริหารอยู่บ้าง มีความขัดแย้งในการทำงานซึ่งเป็นธรรมชาติของรัฐบาลผสม แต่คะแนนเฉลี่ยของรัฐบาลก็ถือว่าสอบผ่าน อีกทั้งได้แนวร่วมมากขึ้นในความพยายามอดทนอดกลั้น ไม่ใช้โมหะจริต ในการขยายความขัดแย้งออกไปอีก ในขณะเดียวกันการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของคนเสื้อแดง การชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ก็เป็นเรื่องที่ต้องรับฟังและยอมรับให้ได้ ตราบที่ยังเล่นอยู่ในกติกา แต่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีใด จักต้องยอมรับและให้ความเคารพคนส่วนใหญ่ของประเทศมากกว่า 90% ต้องการสังคมที่สงบสุข และไม่ปรารถนาจะเป็นพลเมืองมีสี

 วิถีทางในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นทางการเมืองอาจมีได้ทั้งการเมืองในรูปแบบรัฐสภา และการเมืองภาคประชาชน เมื่อคนเสื้อเหลืองประสบความสำเร็จในการเมืองภาคประชาชนได้ คนเสื้อแดงก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะใช้การเมืองภาคประชาชนเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมือง แต่หาใช่การต่อสู้เพื่อทำลายล้างอีกฝ่ายหนึ่งให้ย่อยยับ จมดินไม่ เพราะนี่คือการต่อสู้ทางความคิด ไม่ใช่สงครามที่มุ่งจะประหัตประหารกัน ในขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจว่าเพื่อนร่วมสังคมจำนวนมากกว่าคนมีสีหลายเท่านั้น เขาก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะกล่าวถ้อยคำว่า เขาให้เวลาคนเสื้อมีสีมายาวนานพอแล้ว ปีนี้ควรเป็นปีที่ต้องฟังเสียงพวกเขาบ้าง

 เราทุกคนคงยังปรารถนาการเมืองและบรรยากาศในแบบประชาธิปไตย ที่ยังแสดงความคิดเห็นได้ วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ หรือแม้กระทั่งจะยกย่องเชิดชูบุคคลใดเป็นพิเศษ ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรม ที่จะกระทำได้ แต่การใช้สิทธิเหล่านั้นเกินเลยจนทำให้สังคมไทยป่วยไข้ไม่หายเสียที ก็เป็นเรื่องที่ควรใคร่ครวญ นพ.ประเวศ วะสี บอกว่า สังคมไทยป่วยมาหลายปี คงไม่หายทันที ก็อาจจะป่วยต่อไป จุดสำคัญทุกคนต้องช่วยกันรักษาให้หายป่วย โดยเอาจุดแข็งเรื่องน้ำใจเป็นตัวตั้งทุกอย่างจะดีขึ้น จากที่แล้วมาเอาอย่างอื่นเป็นตัวตั้งคือเรื่องเงิน อำนาจ ทิฐิ ความรู้เป็นตัวตั้ง ก็เลยทะเลาะกันใหญ่