
เกมแก้รัฐธรรมนูญ...ใครได้ใครเสีย?
กลายเป็นเรื่องฮอตมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจนถึงต้นปีนี้ เมื่อพรรคร่วมรัฐบาล โดย ตัวจริง เช่น บรรหาร ศิลปอาชา และ สมศักดิ์ เทพสุทิน ออกอาการเบื่อรัฐบาลที่ไม่เดินหน้าเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญตามข้อตกลงเสียที
นอกจากนี้ยังแสดงท่าทีชัดเจนว่า หากรัฐบาลยังไม่ทำอะไรสักอย่าง พรรคร่วมก็จะเดินหน้าแก้ไขด้วยตัวเอง พร้อมมีความมั่นใจด้วยว่า...อย่างไรก็ตามฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทยคงจะเอาด้วยอย่างแน่นอน...!!!
แม้ประเด็นอื่นที่ร้อนๆ อย่าง การแก้ไขมาตราเรื่องยุบพรรคอย่างมาตรา 237 จะยังไม่ถูกแตะ แต่ก็มีความชัดเจนว่าจะแก้ไขเรื่อง ระบบเลือกตั้ง และมาตรา 190 เรื่องการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งต้องขอความเห็นชอบจากสภา
เรื่องมาตรา 190 นั้น มองประเด็นความต้องการที่จะแก้ไม่ยาก เพราะทุกพรรคก็ห่วงว่า ในอนาคตหากเป็นรัฐบาลอีกก็จะประสบปัญหาวุ่นวายในการเจรจากับต่างประเทศ ซ้ำร้ายอาจตกเป็นผู้ต้องหาได้หากไม่ปฏิบัติตาม
อย่างไรก็ตาม เรื่องการแก้ไขระบบเลือกตั้ง ซึ่งต้องการให้กลับไปเหมือนกับรัฐธรรมนูญปี 2540 คือใช้ระบบเขตเดียวเบอร์เดียว ไม่ใช่เขตใหญ่สามเบอร์เช่นเดียวกับทุกวันนี้
หลายอย่างถูกนำมาเป็นข้ออ้าง เช่น ระบบเขตเดียวเบอร์เดียวนั้นทำให้การซื้อเสียงเป็นไปได้ยาก เพราะอัตราการแข่งขันมีสูง แม้จะทุ่มเงินเป็นจำนวนมากก็ไม่มีอะไรมารับประกันว่าจะได้รับเลือกตั้ง เพราะระบบนี้จะมีผู้ชนะเพียงคนเดียวเท่านั้น
หรืออ้างว่าเป็นการให้โอกาส ส.ส.หน้าใหม่ ในการโผล่แทรกเข้ามาหากลงพื้นที่จริง ขณะที่ ส.ส.เก่า หากหลงระเริงไม่ดูแลประชาชน ก็สอบตกได้ไม่ยาก
ซ้ำในระบบนี้ ส.ส.ยังดูแลพื้นที่ได้ไม่ยาก เพราะเขตเลือกตั้งไม่ใหญ่มาก จึงใกล้ชิดกับประชาชนและรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นได้ดีกว่า
แต่ข้อกล่าวอ้างที่ระบุมานั้นก็ถูกหักล้างลงจากคนของฝั่งรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชวน หลีกภัย” ที่ออกอาการไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในการเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง
มุมมองเรื่องการซื้อเสียง หรือทุจริตเลือกตั้งกลับถูกนำเสนอในอีกฝั่งว่า ด้วยอัตราการแข่งขันที่สูงของระบบเขตเดียวเบอร์เดียวทำให้อัตราความเสี่ยงที่มีสูงเกินไป ความเข้มข้นของการแข่งขันจึงมีเป็นจำนวนมาก
การซื้อเสียงในระบบนี้จึงทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อตั้งแต่ผู้มีสิทธิ จนไปถึงการซื้อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ที่เรียกกันว่า โกงยกหน่วย เพื่อการันตีให้ได้ว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ลงไปนั้นจะคุ้มค่า และคนผู้นั้นจะต้องได้รับการเลือกตั้งเข้ามา
และที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ หากพื้นที่ใดใครผูกขาดได้แบบจริงๆ จังๆ แล้ว ก็แทบจะหาตัวสอดแทรกขึ้นมาได้ยาก ต่างจากระบบเขตใหญ่ ที่เปิดโอกาสแบ่งให้พรรคอื่นหรือคนใหม่สอดแทรกเข้ามาเป็นหนึ่งในสาม ทำให้คนที่มีเงินไม่มาก หรือไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวาง แต่ลงพื้นที่บ่อยๆ ก็สามารถก้าวเข้ามาสู่สภาหินอ่อนได้
คำถามเรื่องการซื้อเสียง จึงไม่ได้เป็นคำตอบที่ถูกต้องของการแก้ไขระบบเลือกตั้ง เพราะหากนักการเมืองตั้งใจที่จะทุจริตเลือกตั้งแล้ว ไม่ว่าระบบใดก็ย่อมจะสามารถหาทางได้..!!!
คำตอบสำหรับเรื่องนี้จึงน่าจะอยู่ที่ ระบบใดจะตอบสนองกับพรรคการเมืองของตัวเองได้มากที่สุด เพราะไม่ว่าฝ่ายไหนก็ต้องการที่จะรักษาพื้นที่ของตนเองเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องการที่จะเจาะพื้นที่ของฝั่งตรงข้ามให้มากที่สุดเช่นกัน
ระบบเขตเดียวเบอร์เดียวอาจจะเหมาะกับระบบผูกขาด ส.ส. โดยเฉพาะการยึดติดที่ตัวบุคคล ซึ่งเป็นฐานของพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน หากเป็นเช่นนั้นจริงนี่คือจุดอ่อนของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่าจะสาบสูญไปจากพื้นที่อื่นๆ
ขณะที่แบบเขตใหญ่หลายเบอร์นั้น ประชาธิปัตย์มั่นใจว่า พรรคอื่นคงเข้ามาเจาะพื้นที่ทางใต้ได้ยาก แต่ประชาธิปัตย์เองก็มีสิทธิที่จะเจาะเข้าไปในพื้นที่อื่น เช่นเดียวกับปัจจุบัน
นี่คือจุดเริ่มต้น เพราะท้ายที่สุดแล้วจำนวนเสียง ส.ส.ที่ได้มานั้น จะเริ่มมีค่าในตอนจัดตั้งรัฐบาล หากพรรคใหญ่มีเสียงมาก แต่พรรคร่วมมีเสียงน้อย อัตราการต่อรองของพรรคร่วมก็จะลดลง
เช่นกันในทางตรงกันข้าม หากพรรคร่วมมีเสียงมาก อัตราต่อรองก็จะสูงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตำแหน่งที่อยากได้ก็มักจะไม่พลาด
การเสนอแก้รัฐธรรมนูญเรื่องนี้ จึงแสดงให้เห็นว่า ในวันนี้พรรคร่วมรัฐบาลได้มองและวางแผนข้ามช็อตไปถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าเรียบร้อยแล้ว และกำลังวางแผนว่าใครจะเป็นผู้ได้เปรียบมากที่สุด
ส่วนเรื่องมาตราอื่น ที่จะได้รับการแก้ไขด้วยนั้น ก็ถือเป็นผลพลอยได้ ซึ่งหากยังไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะยังมีสภาหน้าที่รอแก้ไข แต่หากได้มาพร้อมๆ กันก็ถือเป็นกำไร ...!!!
อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ



