
ไล่ออกปลัดฯระนองปิดฉากโรฮิงญาสวมบัตร
ผมเป็นประธานสอบสวนระดับจังหวัด ยอมรับว่าหลักฐานที่พบมีความชัดเจนว่าปลัดฯ คนดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการออกบัตรผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบให้ชาวโรฮิงญา ทั้งที่บัตรดังกล่าวเป็นสิทธิของคนไทยพลัดถิ่นที่ควรจะได้รับ
ดังนั้นโทษการกระทำเช่นนี้มีสถานเดียวคือต้องไล่ออก” นายนิรวัชช์ ปุณณกันต์ รองผวจ.ระนอง กล่าวย้อนถึงพฤติกรรมของนายกิตติเดช พิทยาภินันท์ อดีตปลัดอำเภอเมืองระนอง ฝ่ายทะเบียนราษฎร ที่ล่าสุดถูกคำสั่งไล่ออกจากราชการ ด้วยโทษทางวินัยที่ร้ายแรง ในการนำชาวโรฮิงญาในเขตพื้นที่จ.ระนองกว่า 1,000 คนนำมาสวมบัตรของคนไทยพลัดถิ่นเพื่อให้ได้มาซึ่งบัตรประชาชน
ย้อนไปปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2552 หลังจากหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" ได้นำเสนอข้อมูลความไม่ชอบมาพากลกรณีการทำบัตรไทยพลัดถิ่นของอำเภอเมืองระนอง โดยการนำชาวโรฮิงญา รวมถึงชาวพม่าเข้ามาสวมสิทธิ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอำเภอเมืองระนอง หลายคนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง
กระทั่งนายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ มีหนังสือด่วนที่สุดที่ 224/2552 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 เรื่อง ให้ข้าราชการช่วยราชการ คือนายกิตติเดช พิทยาภินันท์ ปลัดอำเภอเมืองระนอง ฝ่ายทะเบียนราษฎร ซึ่งย้ายมาจาก อ.มายอ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 โดยระบุให้ไปช่วยราชการที่ อ.ละอุ่น จ.ระนอง ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2552 เป็นต้นไป
พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนระดับจังหวัด โดยมีนายนิรวัชช์ ปุณกัณฑ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมด เพื่อพิจารณาลงโทษข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีปัญหาดังกล่าวทั้งวินัยและอาญา
“จริงๆ เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2551 หลังจากที่นายกิตติเดช ย้ายมาเป็นปลัดเมืองระนอง ขณะนั้นเป็นช่วงที่มีการทำบัตรให้ชาวไทยพลัดถิ่น ปรากฏว่าปลัดฯ ได้นำชาวโรฮิงญาเข้ามายัดไส้นับพันคน จนนางกาญจนาภา กี่หมัน ผวจ.ระนองในสมัยนั้นเริ่มระเคะระคาย จึงได้ย้ายนายกิตติเดชให้ขึ้นมาช่วยงานที่ห้องปกครองจังหวัดมาแล้วหลังจากนางกาญจนาภา เกษียณฯ นายกิตติเดชได้วิ่งเต้นขอกลับไปนั่งในตำแหน่งเดิมเพื่อทำบัตรให้ชาวโรฮิงญาที่ยังคั่งค้างให้แล้วเสร็จ แต่ความมาแตกเสียก่อน จึงถูกย้ายให้ไปเป็นปลัดอำเภอละอุ่น จ.ระนอง และล่าสุดเป็นปลัดอำเภอแห่งหนึ่งที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนกระทั่งถูกคำสั่งให้ออกจากราชการเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552” รองผู้ว่าฯ เล่าถึงที่มาที่ไปของปัญหา
ด้านนายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง กล่าวถึงความคืบหน้าว่า ตนได้รับแจ้งจากอนุกรรมการ ก.พ.ว่า มีคำสั่งให้ไล่ออกจากราชการนายกิตติเดช ส่วนจะมีข้าราชการคนอื่นเข้าไปเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ ขณะนี้คณะกรรมการสอบสวนกำลังอยู่ในระหว่างการเก็บข้อมูล ซึ่งมีข้าราชการอีกประมาณ 10 รายที่ต้องสงสัยว่าอาจจะมีส่วนพัวพันกับคดีดังกล่าว
นายวันชาติกล่าวด้วยว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้นตนได้เรียกประชุมนายอำเภอทั้ง 5 อำเภอเพื่อเน้นย้ำกรอบแนวทางการปฏิบัติ โดยประการแรกคือ งดให้ปลัดอำเภอเซ็นชื่อในใบอนุญาตขอมีบัตร โดยให้นายอำเภอผู้เดียวเซ็นได้
“นอกจากปัญหาดังกล่าวแล้ว ขณะนี้มีแผนแก้ไขปัญหาทั้งระบบ โดยเฉพาะปัญหาแรงงานต่างด้าวที่ยังทะลักเข้ามา จ.ระนองอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ประสานกับด่านตรวจคนเข้าเมืองให้ปรับวิธีการทำงานใหม่ให้รัดกุมมากขึ้น จากปัจจุบันที่ยังมีช่องโหว่ ทำให้สถานการณ์ลักลอบเข้าเมืองกลับมามีความรุนแรงอีกครั้ง”
อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อนายกิตติเดช แต่ไม่สามารถติดต่อได้ แต่ทราบจากคนใกล้ชิดว่ากำลังเตรียมขออุทธรณ์คำสั่งโดยอ้างเหตุไม่ได้รับความเป็นธรรม
ขณะเดียวกันนายสุทิน กิ่งแก้ว ประธานเครือข่ายแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทยจังหวัดระนอง ชุมพร และประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า คนไทยถิ่นพลัดถิ่นพยายามเรียกร้องขอมีบัตรมานาน เพื่อจะได้มีสิทธิต่างๆ เช่นคนไทยทั่วไป
“การไม่มีสัญชาติไทยนั่นหมายถึงการไม่มีสิทธิใดๆ ทั้งสิ้นไม่ว่าเรื่องของการบริการขั้นพื้นฐาน การรักษาพยาบาล สาธารณูปโภค การทำงาน การศึกษา ยิ่งมารู้ว่าพวกเราถูกสวมสิทธิอีก มันรู้สึกว่าแย่จริงๆ” นายสุทินแจง
นายอารีย์ ชาวโรฮิงญา วัย 54 ปี ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในตำบลบางริ้น อ.เมือง จ.ระนอง นานกว่า 20 ปี กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ทุกวันนี้พวกตนต้องจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ทุกเดือน เพื่อแลกกับการที่ไม่ต้องถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาหลบหนีเข้าเมือง ทำให้ชาวโรฮิงญาหลายคนพยายามดิ้นรนทุกวิถีทางให้ได้ซึ่งบัตร ซึ่งมี 2 ลักษณะคือบัตรแรกเป็นบัตรอนุญาตชั่วคราวสำหรับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย (บัตรคล้องคอ) ซึ่งหลายคนไปขึ้นทะเบียนและได้มา อีกบัตรที่กำลังเป็นที่ต้องการของหลายๆ คน คือบัตรไทยพลัดถิ่น ซึ่งเป็นบัตรประชาชนชนิดหนึ่งที่แสดงความเป็นคนไทยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 0 หากใครได้บัตรนี้ประวัติการเป็นโรฮิงญาก็จะถูกลบออกจากสารบบ กลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ มีสิทธิขั้นพื้นฐานเช่นคนไทยทั่วไป จะเดินทางไปไหน ประกอบอาชีพอะไร ศึกษาที่ไหนก็ได้ มีสิทธิแม้กระทั่งเป็นเจ้าของที่ดิน ที่อยู่อาศัย ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของชาวโรฮิงญามาก
บุญเลื่อน พรหมประทานกุล



