ข่าว

“มาตุภูมิ”ทวงสัจจะ“อภิสิทธิ์”ปิดทาง“มานิต”

“มาตุภูมิ”ทวงสัจจะ“อภิสิทธิ์”ปิดทาง“มานิต”

04 ม.ค. 2553

"ชวรัตน์" ไม่สนใจกระแสสังคม เตรียมถก "สมศักดิ์" หาทางออกให้ "มานิต" 5 ม.ค.นี้ “มานิต”เข้าสธ.ทำงานปกติไม่สนผลสอบไทยเข้มแข็ง ปลัด สธ. แจงหนังสือลงนามเห็นชอบก่อสร้าง รพ.ราชบุรี เผยแค่หนังสือสำเนาไม่ใช่ตัวจริง

 ที่กระทรวงมหาดไทย วันที่ 4 ม.ค. นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ( ภท. ) กล่าวถึงการหารือร่วมกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา กรณีนายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ถูกคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสรุปผล ส่อเจตนาไม่สุจริตการทุจริตในโครงการการไทยเข้มแข็งว่า ถึงขณะนี้ยังมีไม่โอกาสหารือกับนายสมศักดิ์ ซึ่งความชัดเจนจะมีหลังประชุมพรรค ภท.ในวันที่ 5 ม.ค.นี้ โดยอาจจะมีการเชิญนายสมศักดิ์ มาร่วมหารือด้วย

 เมื่อถามว่า กระแสสังคมมีความกดดันนายมานิต จะต้องลาออกจากตำแหน่ง เหมือนนายวิทยา แก้วภราดัย อดีต รมว.สาธารณสุขหรือไม่ นายชวรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้นายมานิต ยังทำงานอยู่ ส่วนกระแสกดดัน อย่าไปฟัง ให้เป็นการตัดสินใจของผู้ใหญ่ดีกว่า เพราะจะต้องพิจารณาจากความถูกต้องเป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมานายมานิต ก็ทำงานได้ดี ส่วนจะมีเจตนาที่จะส่อไปตามข้อกล่าวหาของคณะกรรมการหรือไม่นั้น ขณะนี้ ยังไม่มีการสอบสวนในเชิงลึก จึงไม่สามารถที่จะไปวิจารณ์ได้

มานิตเข้าสธ.ทำงานปกติไม่สนผลสอบไทยเข้มแข็ง
 
 ขณะที่นายมานิต  ได้เดินทางเข้ากระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ 10.05 น. เพื่อปฏิบัติภารกิจตามปกติด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมกับทักทายผู้สื่อข่าว และบอกว่า ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ วันที่ 31 ธ.ค. 2552 ตนพร้อมกับครอบครัวได้ไปที่วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เพื่อร่วมสวดมนต์ข้ามปีที่เป็นการสะเดาะเคราะห์ในปีที่ผ่านมาพร้อมกับรับพรปีใหม่ ถือเป็นปีแรกในชีวิตที่เข้าร่วมพิธีดังกล่าว ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามเกี่ยวกับการตัดสินใจอนาคตทางการเมืองจากกรณีโครงการไทยเข้มแข็ง นายมานิตได้ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้ พร้อมกับขึ้นลิฟท์ไปยังชั้น 4 ซึ่งห้องทำงานของรัฐมนตรี

 นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวชี้แจงกรณีที่มีการเปิดเผยหนังสือการลงนามเห็นชอบการเพิ่มเติมการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาล จ.ราชบุรี จาก 5 ชั้น เป็น 10 ชั้น ว่า หนังสือฉบับดังกล่าวมี 2 ฉบับ โดยฉบับแรกเป็นหนังสือตัวจริงที่ระบุว่าเป็นโครงการไทยเข้มแข็ง แต่หนังสือที่ส่งมายังตนนั้นเป็นเพียงแค่หนังสือสำเนา เพียงแต่ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมีความเป็นหัว จึงได้ส่งสำเนาหนังสืบฉบับนี้ให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น จากนั้นจึ่งได้ส่งมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเพื่อเสนอต่อ รมช.สาธารณสุขต่อไป ทั้งนี้ในฐานะที่ตนดูแลสำนักบริหารสาธารณสุขส่วนภูมิภาค (สบภ.) ประกอบกับเนื้อหาในหนังสือไม่ได้ระบุว่าเป็นหนึ่งในโครงการไทยเข้มแข็ง ตนจึงคิดว่าเป็นการเสนอโครงการตามปกติทั่วไปจึงได้ลงนามเห็นชอบตามที่เสนอมาโดยมอบให้ สบภ.ดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ปกติโครงการไทยเข้มแข็งจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลอยู่แล้ว โดยมีอดีตรองปลัดกระทรวงในขณะนั้นรับผิดชอบอยู่ และหากตนทราบว่าอาคารก่อสร้างดังกล่าวอยู่ในโครงการไทยเข้มแข็งก็คงไม่ลงนามและมอบให้หน่วยงานดังกล่าวดำเนินการแทน

 “ผมก็งงว่าหนังสือสำเนาดังกล่าวออกมาได้อย่างไร เพราะปกติแล้วหนังสือนี้จะอยู่เฉพาะภายในจังหวัดเท่านั้น และขณะนั้นผมมีงานเยอะมาก แค่ทำเรื่องไข้หวัดใหญ่ 2009 ก็ไม่มีเวลาแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้ดูรายละเอียด เมื่อเห็นว่าไม่ใช่โครงการไทยเข้มแข็ง จึงได้ลงนามมอบให้ สบภ.ดำเนินการต่อไป” ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าว และว่า ปกติเพียงแค่หนังสือตัวจริงฉบับเดียวที่มีเนื้อหาระบุว่าเป็นโครงการไทยเข้มแข็งก็เพียงพอแล้ว ซึ่งตนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีสำเนาออกมาอีก

 นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า วันนี้ตนไม่ได้ออกมาตอบโต้ ต้องเรียนว่าในฐานะปลัดกระทรวงสาธารณสุขต้องให้ความเมตตา ความรัก และความเป็นธรรมทุกกลุ่ม ไม่ใช่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขออกมาสร้างความแตกแยกเอง ซึ่งจะทำให้ปัญหาไม่ยุติ ทั้งนี้หากมีโอกาสจะเชิญ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชระนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบทมาพูดคุย   แต่ไม่ใช่เป็นการเคลียร์ปัญหา เพราะตนได้พูดตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงสาธารณสุขแล้วว่าจะทุ่มเทการทำงานเพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาล

 ส่วนกรณีที่ทางกลุ่มโรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไปออกมาระบุว่า หากมีการเด้งปลัดบุคลากรกว่า 200,000 คนจะออกมาเคลื่อนไหวนั้น นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ขอร้องว่าอย่าออกมาเคลื่อนไหวเลย ซึ่งตนในฐานะปลัดกระทรวงสาธารณสุขต้องปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล และจากการเข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาก็ไม่ได้เข้าพบเพื่อตนเอง เพียงแต่ชี้แจงการดำเนินโครงการไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุขว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อให้โครงการเดินหน้าไปให้ได้

 ผู้สื่อข่าวถามว่า หากนายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการสอบวินัยปลัดกระทรวงสาธารณสุขตามที่มีการเรียกร้อง นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ยอมทำได้ เพราะตนเป็นข้าราชการ มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด และที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้มอบให้นายวิทยา แก้วภราดัย อดีต รมว.สาธารณสุข ดำเนินการว่ากล่าวตักเตือนตนแล้ว

 ต่อข้อซักถามว่า ในช่วงที่มีการเสนอโครงการไทยเข้มแข็ง ในขณะนั้นยังมีการเสนอการก่อสร้างในโครงการงบปกติทั่วไปด้วยใช่หรือไม่ นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า เรื่องนี้ในช่วงหลังจึงค่อยมีการประกาศว่าการก่อสร้างต่างๆ ไม่มีงบปกติ มีแต่งบในโครงการไทยเข้มแข็งเท่านั้น ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า อาคารก่อสร้างดังกล่าวเดิมเป็นโครงการเมกะโปรเจคมาก่อนหรือไม่ นพ.ไพจิตร กล่าวว่า อาคารนี้อยู่ในโครงการเมกะโปรเจคเดิมที่มีอดีตรองปลัดกระทรวงสาธารสุขที่รับผิดชอบอยู่ แต่ขออนุญาตไม่ต้องระบุว่าเป็นรองปลัดคนไหน    

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้าที่ผ่านมา นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้นำผู้บริหารเข้าอวยพรปีใหม่พร้อมให้กำลังใจต่อ นพ.ไพจิตร์ กรณีโครงการไทยเข้มแข็ง โดย นพ.ชาตรี กล่าวว่า พวกเราขอสนับสนุนปลัดกระทรวงสาธารณสุขทำงานในหน้าที่ต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าท่านจะเป็นปลัดที่ดี และขอให้อยู่ในตำแหน่งครบ 3 ปี

หมออนามัยเตรียมเข้าพบอภิสิทธิ์ย้ายขรก.สธ.ที่เกี่ยวข้อง

 นายไพศาล บางชวด นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข กล่าวว่า ในวันที่ 5 มกราคม ตนและคณะกรรมการสมาคมวิชาชีพสาธารณสุขจำนวน 20 คน ซึ่งเป็นตัวแทนสาธารณสุขอำเภอจากทุกภาคทั่วประเทศจะเข้าพบนายกรัฐมนตรีในเวลา 09.00-10.00 น.เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีย้ายข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขที่มีส่วนเกี่ยวข้องโครงการไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะ นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ออกจากตำแหน่งเพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวนปัญหาที่เกิดขึ้น

 การที่ นพ.ไพจิตร์ ออกมาระบุว่าได้รับการตักเตือนจากอดีต รมว.สาธารณสุขแล้วนั้น ยังไม่เพียงพอ และเรียกร้องให้นายมานิต นพอมรบดีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้แสดงความรับผิดชอบ หลังจากที่ถูกระบุชื่อเกี่ยวข้องในรายงานการสอบสวนข้อเท็จจริงโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุขด้วย แต่รายละเอียดทั้งหมดจะเปิดเผยหลังการเข้าพบนายกรัฐมนตรีแล้ว

“มาตุภูมิ”ทวงสัจจะ“อภิสิทธิ์”ปิดทาง“มานิต”

 นายมุข สุไลมาน โฆษกพรรคมาตุภูมิ กล่าวถึง ปัญหาการทุจริตภายในรัฐบาลว่า ปัญหานี้ทำให้รัฐบาลจัดการลำบาก เพราะปัจจุบันพรรคร่วมรัฐบาลมีอำนาจต่อรองสูง การปรับ ครม.จึงอยู่นอกเหนืออำนาจของนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อผลสอบของคณะกรรมการสอบสวนโครงการทุจริตไทยเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุข ระบุชัดเจนว่ามีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นจริงในโครงการไทยเข้มแข็งจริง นายกรัฐมนตรีก็ควรปฏิบัติตามที่ได้เคยประกาศไว้ ว่าจะไม่นำคนเหล่านี้กลับเข้ามามีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีอีก และควรดำเนินการอย่างเด็ดขาด ตามที่เคยให้คำมั่นสัญญาไว้กับประชาชน

 ด้านนายสุระ เตชะทัต ผู้ช่วยโฆษกพรรคมาตุภูมิกล่าวถึงกรณีพรรคร่วมรัฐบาลเร่งกดดันให้พรรคประชาธิปัตย์แก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 มาตราก่อนว่า เป็นเพราะพรรคร่วมรัฐบาลเองไม่มั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีอายุอยู่นานแค่ไหนและจะมีการเลือกตั้งในเร็วๆนี้หรือไม่ จึงต้องการให้มีการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียวเพื่อจะเจาะพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะพื้นที่ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สำคัญได้เล็งเห็นแล้วว่าการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาในหลายๆพื้นที่ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยสามารถกลับเข้ามาในสภาฯได้จำนวนมาก พรรครัฐบาลไม่สามารถเจาะฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยได้เลยแม้ว่ารัฐบาลเองจะมีอำนาจรัฐและสรรพกำลังครบมือ

 ผู้ช่วยโฆษกพรรคมาตุภูมิ กล่าวอีกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญควรจะคำนึงว่าประชาชนได้ประโยชน์อะไรและจะสามารถทำให้ประเทศเกิดความสมานฉันท์ได้หรือไม่ ดังนั้นทางพรรคจึงอยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศและสังคมอย่างแท้จริง มิใช่แก้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ยังเชื่อว่าท้ายที่สุดพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังคงกอดคอกันอย่างเหนียวแน่น ไม่ได้ทำให้รัฐบาลเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน แม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะกดดันพรรคประชาธิปัตย์ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็วอย่างไร ก็เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์คงพยายามยื้อเวลาจนถึงที่สุด