ข่าว

“สุวัจน์”จี้รัฐแก้ขัดแย้ง-ย้ำหมดเวลาฮันนีมูน

“สุวัจน์”จี้รัฐแก้ขัดแย้ง-ย้ำหมดเวลาฮันนีมูน

03 ม.ค. 2553

“สุวัจน์”จี้รัฐแก้ขัดแย้งเหตุหมดเวลาฮันนีมูนแล้ว เชื่อปัญหาขัดแย้งเป็นสิ่งที่ท้าทาย “รบ.” แนะ “มาร์ค” เร่งแก้ไข-จัดเวทีเจรจา-ทำงานหนักมากขึ้น หวั่น เป็นตัวฉุดความเชื่อมั่น ชี้ 3 ปีที่ผ่านมา “ปท.” ถอยหลังพายเรือในอ่าง หนุนประเด็น “ยุบพรรค” แต่ต้องแยกแยะว่า

(3ม.ค.) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลในปี 2553 ว่า สิ่งที่ท้าทายคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ และรัฐบาลต้องทำงานหนักมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เนื่องจากประชาชนคาดหวังที่จะเห็นภาพคนไทยมีรอยยิ้ม มีความสุข ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน เพราะความจริงปัญหาความขัดแย้งหลัก ๆ ก็เป็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งคิดว่า น่าจะพูดจากันได้

 คนในวงการเมืองหรือคนที่อยู่ในวงขัดแย้งต่าง ๆ น่าจะมีเวทีให้พูดคุยกัน เพื่อนำประเทศชาติกลับมาสู่ภาวะปกติ ซึ่งวันนี้ต้องยอมรับว่าประเทศจะเดินหน้าไปไม่ได้ หากมีตัวฉุด และความขัดแย้งในบ้านเมืองถือเป็นตัวฉุดที่สำคัญ เพราะหนึ่งปีจากนี้ไปหมดช่วงฮันนีมูนแล้ว ประชาชนจะดูของจริง โดยความรู้สึกรักโดยการส่วนตัวนั้นไม่มีแล้ว แต่ประชาชนจะดูที่ฝีมือการทำงาน ฉะนั้นขึ้นอยู่กับว่าถ้ารัฐบาลประคองเศรษฐกิจได้ สร้างความสมานฉันท์ได้ ตนเชื่อว่ารัฐบาลยังอยู่ได้

 “ ผมดูโดยภาพรวม ต้องถือว่าความสมานฉันท์ของคนในชาติ ยังไงต้องเป็นเรื่องของรัฐบาลที่เข้าไปดูแล แต่รัฐบาลคนเดียว ถ้าขาดความร่วมมือจากทุกฝ่ายก็ลำบาก แต่อย่างน้อยรัฐบาลต้องเริ่มต้น ต้องจริงใจแก้ปัญหา แต่ทุกคนต้องช่วยกันคิด 3 ปีนี้เราถอยหลัง เราพายเรือในอ่าง ประเทศอื่นไปเยอะแล้ว ถ้าเอามาตรฐานของซีเกมส์มาเป็นเครื่องวัด น่าใจหายมาก ๆ ผมคิดว่ามันเป็นเวลาที่เราควรจะเอาความรู้สึกว่าเราได้ เราเสียในเรื่องใดออกไป และเอาความรู้สึกว่าประชาชน ประเทศชาติได้เสียอะไร แล้วช่วยกันแก้จุดนั้นไปก่อน ” นายสุวัจน์ กล่าว

 ส่วนที่นายกฯไม่เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายสุวัจน์ กล่าวว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ หากเริ่มต้นด้วยความขัดแย้ง ก็ไม่ควรแก้ไข เพราะเราต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อไปแก้ความขัดแย้ง ดังนั้นตนเห็นด้วยในหลักการที่ว่าหากจะแก้รัฐธรรมนูญ ทุกฝ่ายต้องเห็นด้วย และควรจะมีการทำประชามติรับฟังความเห็นของประชาชนว่ามีความคิดเห็นอย่างไร แต่ต้องเริ่มต้นกระบวนการที่ทุกฝ่ายในบ้านเมืองเห็นด้วย โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง ไม่ใช่ว่าขัดแย้งกันแล้วไปทำประชามติให้ประชาชนเห็นชอบ แล้วมาถูกคว่ำในสภา ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จะยิ่งสร้างความขัดแย้ง ดังนั้นเมื่อยังตกลงกันไม่ได้ ก็ใช้รัฐธรรมนูญฉบับเก่าไปก่อน อาจจะเป็นวาระในฉบับหน้าก็ได้ อย่างไรก็ตามจากที่ติดตามเห็นว่า รัฐธรรมนูญปี 50 จำเป็นต้องแก้ไขในหลายมาตรา และอย่าเพิ่งไปคิดว่าแก้ไม่ได้ แก้เพื่อใคร เพราะวันนี้ไม่สามารถทำอะไรตบตาประชาชน

 นายสุวัจน์ กล่าวว่า ประเด็นเรื่องการยุบพรรคยังคงมีอยู่ได้ แต่อยากให้แยกแยะว่าเป็นความผิดของใคร หากหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรครู้เห็นเป็นใจให้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ก็สามารถยุบพรรคนั้นได้ แต่ไม่ควรเหมาเข่งเหมารวม ไม่เช่นนั้นจะเกิดกรณีเช่นนี้ คือโดนยุบกันหมดแล้ว

 “ บุคลากรทางการเมืองตอนนี้ถูกอยู่ในบ้านเลขที่ 111 บ้านเลขที่ 109 บ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ท่านบอกว่าเหมือนในภาวะสงคราม เราต้องการนายทหารมือดี ๆ มากอบกู้บ้านเมือง แต่วันนี้คนเหล่านี้ออกจากบ้านไม่ได้ ถูกล็อคเอาไว้ แล้วเรามาบ่นกัน นอมินีบ้างอะไรบ้าง แต่ความจริงเขาไม่ได้ทำความผิด แต่เป็นเพราะกฎระเบียบเขียนเอาไว้ ผมว่าเป็นเรื่องน่าพิจารณาให้เกิดความเรียบร้อยของบ้านเมือง และไหน ๆ จะแก้แล้วต้องคุยกันว่ามีประเด็นไหนบ้าง และบางเรื่องบางประเด็นก็น่าจะมีบทเฉพาะกาล ” นายสุวัจน์ กล่าว

 เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลไม่ค่อยน่าห่วง แม้รัฐบาลจะมีเสียงน้อยแต่กลับรักกัน และมีความเป็นปึกแผ่นกัน เพราะเป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ของบ้านเมือง และความจำเป็นที่ต้องมาอยู่ร่วมกันและสถานภาพที่รัฐบาลได้รับจากพรรคแกนนำ ตนคิดว่าเป็นสถานภาพที่ได้รับอะไรที่คิดว่าไม่เหมือนสถานการณ์อื่นอยู่แล้ว จึงคิดว่าโดยภาพรวมแล้วเสถียรภาพรัฐบาลจะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหา 

 นายสุวัจน์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งแก้อีกเรื่องคือความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้เราเริ่มที่จะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ ต้องรีบคลี่คลายความรู้สึกนี้ ขณะเดียวกันไม่ควรขยายตัวไปยังเพื่อนบ้านอื่น เพราะถ้านานาชาติมองว่าประเทศไทยดี แต่มีปัญหาความขัดแย้งภายใน และยังไม่เป็นมิตรกับนอกประเทศ จะกลายเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจของประเทศ ฉะนั้นรัฐบาลต้องทำความเข้าใจ และแยกแยะประเด็นระหว่างนโยบายต่างประเทศ กับนโยบายต่อตัวบุคคล อย่าให้ชิดกับนโยบายต่างประเทศ ไม่เช่นนั้นจะแยกกันไม่ออก และเห็นว่าการทำนโยบายต่างประเทศ อย่าเป็น “ วัยรุ่นใจร้อน ” ขอให้ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ จา

  ส่วนที่คนเสื้อแดงประกาศจะเดินหน้าเคลื่อนไหวต่อไป คิดว่ารัฐบาลจะอยู่รอดปี 53 หรือไม่ นายสุวัจน์ กล่าวว่า ปัญหาที่ว่าจะมีการต่อต้านชุมนุมประท้วง และนำไปสู่การเลือดตกยางออก เผชิญหน้ากันนั้น ตนไม่ค่อยห่วง เพราะสังคมอยู่รอดมาแล้ว ล้อมสนามบินก็ยังอยู่ได้ ปิดสนามบินก็ยังอยู่ได้ แต่สิ่งที่ห่วงคือเมื่อมีการชุมนุมกันส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ ดังนั้นตนคิดว่าเราต้องช่วยกันทำสถานการณ์บ้านเมืองให้นิ่ง และทุกคนต้องมีสำนึกในความเป็นคนไทย และยอมเสียสละกัน ซึ่งความเสียสละเท่านั้นที่จะทำให้บ้านเมืองอยู่รอด