
อภิสิทธิ์ยันรัฐบาลหนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ผลิตในประเทศ
"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ระบุรัฐบาลหนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ผลิตในประเทศ ตั้งจุด One Start One Stop ที่ทำเนียบฯบริการนักลงทุน เผยอีก2สัปดาห์เงินโครงการชุมชนพอเพียงลง8,000หมู่บ้าน
(8มี.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ว่า สัปดาห์ที่ผ่านมามีความวิตกกังวลเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งตรงนี้แนวทางที่รัฐบาลจะสนับสนุนต่อไป คือเรื่องของการฝึกอบรมแรงงาน เรื่องของการเพิ่มผลิตภาพ และจะไปดูว่าปัญหาอุปสรรคในเรื่องของการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์อยู่ที่ไหนอย่างไร หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้จะไปดูแล
ขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็มีความต้องการในการซื้อรถยนต์ ก็อาจจะมีการปรับแผนมาให้ซื้อ และก็ช่วยสนับสนุนยานยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยได้มากขึ้น เพราะฉะนั้น ตรงนี้อยากจะเรียนว่าเราจะทยอยพิจารณาดูแลปัญหาต่าง ๆ ในทุกภาคส่วนต่อไป ในส่วนของปัญหาเศรษฐกิจ
ตั้งจุด One Start One Stop ที่ทำเนียบฯบริการนักลงทุน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลเดินหน้าในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือว่าได้มีมาตรการที่เริ่มจะปูทางรองรับไปสู่มาตรการระยะกลาง ระยะยาว ซึ่งหมายถึงเรื่องการลงทุนหรือดึงดูดการลงทุน การลงทุนภาครัฐเอง และการดึงการลงทุนจากภาคเอกชน ตัวอย่างคือว่า ปัญหาบางปัญหาเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับการบริการนักลงทุน และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะนักลงทุนชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นเสียงบ่นมาตลอด
คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้อนุมัติในหลักการว่าปัญหาที่ภาคธุรกิจหรือภาคเอกชนมักจะบ่นคือว่า เรามีกฎระเบียบมากมาย ที่สำคัญคือกระจัดกระจายไปตามหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้เกิดความไม่สะดวก ทำให้เกิดต้นทุน ทำให้เกิดการขลุกขลักในเรื่องของการลงทุน เพราะฉะนั้น ตรงนี้ระหว่างที่กฎหมายต่างๆ ยังไม่ได้มีการแก้ไข สิ่งที่เราได้อนุมัติไปคือว่าเราจะตั้งจุดรับบริการในเรื่องของนักลงทุนไว้ที่สำนักนายกรัฐมนตรี
ผมไม่เรียกว่า One Stop เพราะว่าได้ยินเรื่อง One Stop กันมาจนเบื่อแล้ว วันนี้ใช้คำว่า One Start One Stop คือให้มาเริ่มต้นที่นี่ โดยเราจะให้มีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาประจำอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประสานงาน เพราะฉะนั้น ธุรกิจมีปัญหาอุปสรรคอะไรในเรื่องของกฎระเบียบต่าง ๆ มาที่นี่จุดเดียว เราจะรับเรื่องไว้ และจะเป็นการประสานงานอำนวยความสะดวกตามกรอบของกฎระเบียบ กฎหมายต่าง ๆ เพื่อที่จะให้การคล่องตัวในการประกอบธุรกิจมีมากขึ้น นักธุรกิจมีความเชื่อมั่นมากขึ้น นี่ก็เป็นตัวอย่างของการดำเนินการในเรื่องของมาตรการระยะสั้น ที่จะเสริมในเรื่องของความเชื่อมั่นและดึงการลงทุน
เผยบริษัทต่างชาติสนใจร่วมทำโครงการฝึกอบรมแรงงาน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า แม้ว่าอาจจะมีข่าวร้ายในเรื่องของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจจากต่างประเทศ แต่ขณะเดียวกันผมมีโอกาสพบปะกับนักลงทุนชาวต่างประเทศที่มาลงทุนในประเทศไทยหลายราย ยังมีความตั้งใจที่จะขยายการลงทุน
และที่น่าดีใจคือพร้อมที่จะเข้ามาสนับสนุนมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการกอบกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาทำโครงการการฝึกอบรมแรงงาน อย่างเช่น บริษัทที่มีชื่อเสียงที่สุดในเรื่องของการผลิตซอฟต์แวร์ จะเข้ามาช่วยทำโครงการทำความตกลงกับกระทรวงแรงงาน เพื่อที่จะฝึกอบรมในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศ ตั้งเป้าไว้ถึงประมาณ 100,000 คน อย่างนี้เป็นต้น จะเริ่มต้นได้พร้อม ๆ กับโครงการของรัฐบาล
เผยอีก2สัปดาห์เงินโครงการชุมชนพอเพียงลง8,000หมู่บ้าน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ประมาณ 2 สัปดาห์ข้างหน้า เราจะเริ่มโอนเงินในเรื่องของโครงการชุมชนพอเพียง ไปสู่ประมาณ 8,000 หมู่บ้าน และจะมีเงินอีกยอดหนึ่งที่จะลงไปครบทุกหมู่บ้านและชุมชนที่ตามมา แนวทางตรงนี้จะมีการซักซ้อมความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือนายอำเภอ ในวันนี้(8มี.ค.) แล้วก็ขณะเดียวกันประมาณ 2 สัปดาห์จะมีการโอนเงินลงไป แต่ว่าโครงการนี้ผู้ที่จะคิดและทำโครงการคือพี่น้องประชาชนเอง เราอยากจะให้ท่านรวมตัวกันในชุมชน ในประชาคม ในหมู่บ้าน ตามระเบียบ แล้วก็เสนอโครงการที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะเป็นโครงการที่ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสนะครับให้มีอาชีพ มีงานทำ ก็ได้ จะเป็นโครงการที่ช่วยเหลือภาคการเกษตรในเรื่องของการที่จะทำให้การเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ได้ จะเป็นโครงการในลักษณะที่จะช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติก็ได้ หรือจะเป็นโครงการที่มาช่วยในเรื่องของการอนุรักษ์พลังงานก็ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้พี่น้องประชาชนต้องเป็นคนคิด เจ้าหน้าที่ของรัฐจะให้คำแนะนำได้ แต่ว่าจะไม่มีอำนาจในการมาตัดสินใจ และเงินตรงนี้ก็คงจะลงไปภายใน 2 สัปดาห์นี้เช่นเดียวกัน
นายกฯ กล่าวอีกว่า เรื่องของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ก็จะมีความผันผวนในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลา ผมอยากจะให้ความมั่นใจนะครับว่ารัฐบาลได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ ไว้ ถ้ามีความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนมาตรการอะไร ก็จะทำอย่างโปร่งใส คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนอยู่กับความจริงนะครับ ให้เราผ่านช่วงยาก ๆ ช่วงนี้ไปได้ แต่ไม่กระทบกับความยั่งยืน และวินัยทางด้านการเงินการคลัง



