
"วิทยา"คุกเข่ากัมกราบอวยพรปีใหม่"ชวน"
"วิทยา"ร่วมอวยพรปีใหม่"นายหัวชวน" คุกเข่าก้มกราบ"ชวน"น้ำตาคลอ บอกทีมแพทย์เมืองตรังทำดีที่สุดแล้ว ด้านประธานที่ปรึกษาปชป. ยัน รัฐบาลไม่มี โคตรโกง หรือโกงทั้งโคตร ยอมรับ ห่วงบ้านเมืองในขณะนี้
(1ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีบรรดานักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น รวมถึงข้าราชการ พ่อค้าและประชาชนนับพัน นำกระเช้าของขวัญมาอวยพรปีใหม่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่บ้านพักถนนวิเศษกุล เขตเทศบาลนครตรัง ซึ่งเปิดบ้านเป็นประเพณีให้คนเข้าอวยพรเนื่องในเทสกาลวันขึ้นปีใหม่ท่ามกลางการเปิดร้านร่วมรับประทานอาหารและมีมหรสพมาแสดงอย่างคึกครื้น
โดยนายวิทยา แก้วภราดัย อดีตรมว.สาธารณสุข ได้เดินทางมาร่วมอวยพรปีใหม่ ทันทีที่พบหน้านายชวนอดีตรมว.สาธารณะสุขถึงกับคุกเข่ากับพื้นลานบ้านวิเศษกุลก้มลงกราบนายชวน และโผเข้ากอดท่ามกลางน้ำตาคลอเบ้า นายชวน ถือโอกาสเลี้ยงข้าวนายวิทยา และคณะที่บ้านในช่วงวันปีใหม่ โดยนายวิทยาพูดพรางหัวเราะกับผู้สื่อข่าวว่า “ช่วงนี้อารมณ์ไม่ดี ไม่อยากให้สัมภาษณ์ไป เกรงจะไปกระทบคนอื่น ทำให้เสียบรรยากาศช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยหลังจากนี้คงหันมาทำงานให้พรรค เพื่อดูแลน้องๆ ในพื้นที่เลือกตั้งภาคใต้"ก่อนเดินทางกลับ
ส่วนเจ้าหน้าที่สาธารณสุข พร้อมด้วยแพทย์ และพยาบาลโรงพยาบาลตรัง เข้าให้กำลังใจ นายวิทยาและอวยพรปีใหม่ ซึ่ง อดีตรมว.สาธารณสุขยืนยันทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่และดีที่สุดแล้ว ต่อไปขอให้เจ้าหน้าที่กระทรวงทุกคนดูแลตัวเอง และทำงานของตนให้เต็มที่เช่นกัน
ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการทำงานรอบ 1 ปีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ว่า หากเป็นบุคคลที่เรี่ยวแรงไม่พอคงสู้ไม่ไหว เพราะตนเห็นว่านายอภิสิทธิ์ใช้เวลาเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ส่วนที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน ตนมองว่าเป็นจุดดีมากกว่าจุดลบ ซึ่งหากสื่อมวลชนและฝ่ายค้านติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลด้วยเหตุด้วยผล จะไม่มีกรณี “โคตรโกง หรือโกงทั้งโคตร” จะไม่เกิดขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นเพราะการละเลยภาระหน้าที่ในการตรวจสอบของบางฝ่าย ปล่อยให้ทำกันเหลวแหลก ปล่อยให้เกิดวิกฤติ ซึ่งจุดนี้คือจุดที่เป็นความสำนึกรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย ฉะนั้นถ้าแต่ละฝ่ายมีความสำนึกรับผิดชอบในพันธะ ภาระหน้าที่ของตัวเอง บ้านเมืองจะไม่เกิดวิกฤติ กระบวนการทั้งหลายจะเดินไป ดังนั้นตนเห็นว่าพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2552 แม้จะสั้น แต่ครอบคลุมการทำงานให้กับบ้านเมือง สามารถป้องกันวิกฤติในบ้านเมืองได้ หากทุกคนทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่
ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่า เป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ และพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อหลายปีมาแล้วก็มีว่า ชีวิตคนในบ้านเมืองมีสิ่งดีและร้ายเสมอ ไม่ได้มีเฉพาะแต่สิ่งดี ต้องถือเป็นสภาพปกติของบ้านเมืองที่มีเหตุการณ์ทั้งดีและร้าย แต่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง ล้วนแล้วแต่เป็นบทเรียนที่ดีสำหรับการแก้ไขปัญหา หรือป้องกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมา 77 ปี เราได้เรียนรู้อุปสรรคและปัญหาของกระบวนการประชาธิปไตยมามาก อุปสรรคเหล่านั้นค่อยๆหมดไป แต่จะมีอุปสรรคใหม่ เช่นเมื่ออุปสรรคระบอบประชาธิปไตยอันเกิดจากระบบการยึดอำนาจสมัยก่อนหมดไปแล้ว ทหารก็ไม่ได้คิดเรื่องเหล่านี้อีกแล้ว แต่ใช่ว่าจะหมดซึ่งอุปสรรค เพียงแต่ไม่มีใครคิดว่าอุปสรรคที่เกิดขึ้นใหม่นั้นเลวร้ายกว่าเดิม คือธุรกิจการเมือง คือใช้เงินซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า ดังนั้นเราต้องเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่นี้ แต่เชื่อว่าวันหนึ่งประสบการณ์ใหม่นี้จะผ่านไป อยู่ที่ว่าจะเร็วหรือช้า และอยู่ที่ความเข้าใจของประชาชนที่จะช่วยกันขจัดสิ่งและป้องกันสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร
“หากเราทำให้ประชาชนทั่วประเทศมีความสำนึกที่ถูกต้อง ร่วมกันต่อต้านธุรกิจการเมือง ไม่ยอมขายเสียงเลือกตั้ง ต่อต้านนักการเมืองขี้โกง และไม่ยอมเป็นเครื่องมือให้กับคนโกงบ้านเมือง มีเหตุมีผล ไม่ขัดแย้งแตกแยกในสิ่งที่มีเหตุผล ไม่ปกป้องคนผิด ทำทุกอย่างภายในกรอบของกฎหมายบ้านเมือง ตนคิดว่าเราจะผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ และเมื่อถึงวันนั้นถ้าย้อนกลับมาดู ผมคิดว่าเราอาจจะเป็นประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เข้มแข็งที่สุดในเอเชียอาคเนย์ หรือประเทศหนึ่งในโลกก็ได้ เพราะต้องยอมรับว่า เมืองไทยมีสิทธิเสรีภาพค่อนข้างมาก แต่ขณะเดียวกันสิทธิเสรีภาพต้องควบคู่ไปกับสอนให้ประชาชนรู้จักหน้าที่ด้วย ปัญหาของเราขณะนี้คือ คนมีความตื่นตัวด้านสิทธิเสรีภาพ แต่ความตื่นตัวเรื่องความรับผิดชอบ เราไม่ค่อยเห็น” นายชวน กล่าว
นายชวน กล่าว ตนขอเปรียบเทียบความตื่นตัวเรื่องสิทธิเสรีภาพ ที่ไม่สอดคล้องกับความตื่นตัวเรื่องความรับผิดชอบกับการที่รัฐบาลทำวาระแห่งชาติ ในเรื่องการจราจรที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอันดับต้นๆ ของโลก เพราะเรามีรถยนต์ทันสมัยใช้ปริมาณพอๆ กับประเทศที่พัฒนาแล้ว ถนนก็ไม่ได้แคบกว่า แต่การมีระเบียบวินัยน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วจึงเกิดอุบัติเหตุมากกว่า ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้นเราต้องฝึกคนของเราให้เกิดความสำนึก รับผิดชอบ พร้อมๆ ไปกับการใช้สิทธิหน้าที่
ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าประเทศไทยจะผ่านจุดเปลี่ยนผ่านตรงนี้ไปได้ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะไม่คิดว่าประชาชนคนไทยจะยอมรับ และการเรียนรู้บทเรียนถือเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้คนได้รู้ว่าความจริงคืออะไร แต่ก็อย่าไปประมาท หรือวางใจ เพราะแม้จะเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง แต่ในโลกนี้เป็นที่สังเกตว่า ประเทศที่มีอันต้องเปลี่ยนแปลงการปกครองไป ก็ใช่ว่าจะเกิดจากความเห็นคนส่วนใหญ่ แต่บางครั้งคนส่วนน้อยเป็นผู้ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันไม่พึงประสงค์ ฉะนั้นเราไม่ควรประมาท ไม่ควรวางใจ ทุกคนมีหน้าที่ต้องดูแลประเทศของตัวเอง อันนี้คือสิ่งที่ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่เราจะต้องส่งเสริม หรือสนับสนุนให้ประชาชนในประเทศของเราตระหนักยิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมา



