
"อภิสิทธิ์"ค้านนิรโทษกรรม"ทักษิณ"
นายก"อภิสิทธิ์" แนะอย่าปล่อยให้คนที่ต้องการความวุ่นวายมีอิทธิพล ชูประเด็น สังคมไทยต้องเลือกว่าจะเลือกหลักของประเทศ หรือจะตามใจนักต่อรอง ยอมรับห่วงการเคลื่อนไหวในปีนี้และไล่จับ"ทักษิณ"ได้ยาก แต่ยังโม้มีสมาธิแก้ไขได้ พร้อมคุยทุกฝ่าย แต่ไม่เจรจากับเงื่อนไขส่
(1ม.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังเป็นห่วงการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองต่างๆหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังเป็นห่วง ไม่มีใครอยากให้บรรยากาศของความขัดแย้งยังดำรงอยู่ แต่เราต้องอยู่กับความเป็นจริงว่าความขัดแย้งยังคงอยู่ ช่องว่างความเข้าใจก็ยังมีอยู่ และมันเป็นปัญหาอยู่ แต่ตนมั่นใจว่าจะเอาความตั้งใจของคนส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดประเทศที่ต้องการเห็นประเทศเดินหน้าและให้สิ่งนี้เป็นตัวนำสังคม ความห่วงใยก็จะลดลงไปได้แต่รัฐบาลอยู่ในฐานะที่ต้องระมัดระวังเพื่อที่จะดูแลให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้โดยไม่มีสิทธิประมาทและตายใจ
เมื่อถามว่า กลุ่มการเมืองต่างๆได้ประกาศจุดยืนของตัวเองออกมาแล้วว่ามีความต้องการอะไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า มีการเคลื่อนไหวเป็นระยะๆอยู่แล้ว สิ่งที่ย้ำมาตลอดคือใช้สิทธิในขอบเขตนั้นกระทำได้ หากใช้สิทธิด้วยความรุนแรง รัฐบาลที่อยู่ในฐานะผู้รักษากฎหมายจึงขอย้ำว่าใครจะคิดว่าความรุนแรงจะนำไปสู่เป้าหมายของตัวเองได้นั้นคิดผิดเพราะจะไม่มีใครได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการโดยใช้ความรุนแรง เนื่องจากสังคมไทยไม่ใช่สังคมที่จะยอมเช่นนั้น
เมื่อถามว่า จะใช้สมาธิและแนวทางใดในการทำงาน นายกฯ กล่าวว่า ปี 2552 ตนได้พิสูจน์ความมีสมาธิของตนมาพอสมควรว่ามีเหตุการณ์และปัญหาความท้าทายมากมาย แต่สิ่งที่ตนประกาศไว้ตั้งแต่ต้นว่ารัฐบาลจะเดินหน้าทำเรื่องใดบ้างก็เดินหน้า จนแทบกล่าวได้ว่าเกือบทุกเรื่องมีความก้าวหน้าชัดเจน สมาธิของตนมีแน่นอนเพราะปัญหาที่ไม่ใช่ปัญหาการเมืองมีมากกว่าในใจของประชาชนที่ต้องการจะเห็นความเจริญก้าวหน้าแม้จะคลายความกังวลเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจไปได้บ้าง แต่ไม่มีใครมองว่าประเทศไทยจะอยู่กับที่ได้เพราะต้องเดินหน้า สมาธิของรัฐบาลต้องอยู่ตรงนั้นในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน
เมื่อถามว่าแนวทางของรัฐบาลในการแก้ไขความรุนแรงคืออะไร นายกฯ กล่าวว่า 1.รัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ สิ่งนี้มีความสำคัญเพราะในอดีตปัญหาวิกฤตลุกลามและรุนแรงเมื่อใดก็ตามที่รัฐละเมิดสิทธิของประชาชน 2.รัฐบาลจะปฏิบัติตามกฎหมายและจะดูแลให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมาย จะไม่มีการปล่อยให้บ้านเมืองเข้าสู่สภาพความไร้กฎหมายและไม่มีขื่อไม่มีแป ตนเชื่อว่าเมื่อรัฐบาลทุ่มเททำงานตอบสนองความต้องการของประชาชนพร้อมกับธรรมชาติของสังคมไทยที่ต้องการเห็นความสงบ เราจะสามารถค่อยๆก้าวพ้นวิกฤตนี้ได้
เมื่อถามว่า หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่านายกฯนอกจากจะเป็นนักการเมืองแล้ว นายกฯควรที่จะเป็นนักการทูตในการเจรจาแก้ไขความขัดแย้งด้วย นายกฯ กล่าวว่า ตนพร้อมเจรจากับทุกคนที่ต้องการเจรจาบนผลประโยชน์ของส่วนรวม ปี 2552 ที่ผ่านมาหลายกลุ่มที่มีความเห็นไม่ตรงกับรัฐบาล รัฐบาลก็พร้อมพูดคุยและแก้ปัญหา เช่นที่ทำกิน หนี้สิน สิ่งแวดล้อม รัฐบาลคุยและรับฟังทุกกลุ่มจึงนำไปสู่การแก้ปัญหาที่มาจากความร่วมมือ แม้กระทั่งกรณีมาบตาพุดก็มีการเชิญทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม รัฐบาลก็รับฟังอย่างจริงจัง
นายกฯ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการเมืองนั้นขอเริ่มจากจุดที่ไม่เห็นด้วยเลยกับการแก้รัฐธรรมนูญในช่วงนี้เพราะจะเป็นปมความขัดแย้ง และรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯขึ้นมาคุยกันให้เรียบร้อย แต่ในที่สุดพรรคฝ่ายค้านไม่ตกลง ซึ่งพิสูจน์ว่าตนเป็นคนที่คุยและเจรจาได้แต่ต้องเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวม หากจะมาเจรจาต่อรองเอาประโยชน์ส่วนตัว ตนไม่เจรจา เพราะในฐานะที่ตนเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชาติจะเอาไปแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัวของใครไม่ได้ แต่ถ้าเป็นผลประโยชน์ของชาติในมุมมองที่แตกต่างกันก็คุยกันได้ ตรงนี้ชัดเจน
เมื่อถามว่า ช่องว่างความเข้าใจที่ยังมีอยู่นั้น นายกฯพร้อมคุยกับฝ่ายต่างๆเช่น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คุยและยินดีไม่มีปัญหา เมื่อถามว่า ปี 2553 นี้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจะยังมีบทบาทอยู่หรือไม่และจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร นายกฯ ยิ้มและกล่าวว่า ทวิตเตอร์ยังคงมีอยู่ พ.ต.ท.ทักษิณยังสามารถแสดงความเห็นอย่างที่เคยกระทำได้หากไม่กระทำผิดกฎหมาย หากผิดกฎหมายก็มีข้อหาเพิ่ม มันก็เท่านั้นเอง
เมื่อถามว่า จะมีการจับกุมอดีตนายกฯได้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ดูตามเงื่อนไขข้อเท็จจริงและกฎหมาย รัฐบาลก็พยายามดำเนินการอยู่ เมื่อถามว่า คล้ายว่ารัฐบาลไร้ประสิทธิภาพในเรื่องนี้เพราะอดีตนายกฯยังเคลื่อนไหวในต่างประเทศเสมอๆ นายกฯ กล่าวว่า ตนเคยย้ำไปแล้วว่า อย่าว่าแต่บุคคลระดับอดีตนายกฯเลย นักธุรกิจที่กว่าจะจับได้ต้องใช้เวลาเป็นสิบปี จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะกระทำ แต่รัฐบาลมีหน้าที่รักษากฎหมาย เมื่อถามว่า นายกฯบอกว่าการจับกุมอดีตนายกฯยาก แต่รัฐบาลมีความพยายามในเรื่องนี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราทำตามหน้าที่ หมายความว่าเมื่อใดที่มีช่องทาง การนำตัวกลับมา ข้อเท็จจริงและกฎหมายต้องรับกันเช่นการไปอยู่ในประเทศที่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตรงนี้จะง่ายหน่อย แต่หากไปอยู่ในประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญาก็เป็นเรื่องยาก จึงเห็นได้ว่าอดีตนายกฯจะเดินทางไปในประเทศซึ่งไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ยกเว้นกัมพูชา
เมื่อถามว่ามีเสียงวิจารณ์ว่าวิกฤตการเมืองครั้งนี้รัฐบาลนี้ก้าวข้ามพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ได้มีปัญหาอะไรกับพ.ต.ท.ทักษิณและไม่ได้ต้องการให้ประเทศหมกมุ่นอยู่กับพ.ต.ท.ทักษิณ แต่อดีตนายกฯไม่หยุดเคลื่อนไหว จึงให้ไปคิดเอาว่าปัญหาเกิดจากใคร เมื่อถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณเคลื่อนไหวแบบนี้ ส่วนรัฐบาลยังยึดหลักการตามที่นายกฯระบุ จุดจบเรื่องนี้อยู่ตรงไหน นายกฯ กล่าวว่า จุดจบคือสังคมไทยต้องเลือกว่าจะเลือกหลักของประเทศหรือจะตามใจนักต่อรอง และในฐานะที่ตนเป็นนายกฯ ชัดเจนว่าจะไม่นำหลักการและอนาคตของประเทศไปแลกกับสิ่งนี้ หากสังคมต้องการเป็นอย่างอื่นตนก็ไม่เป็นคนไปทำ
เมื่อถามว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ระบุว่าคนดีให้อยู่ส่วนคนดี คนชั่วอยู่ส่วนคนชั่ว นายกฯ กล่าวว่า หากคนไม่ดีสร้างปัญหาให้ประเทศเราก็ต้องแก้ไข หากคนไม่ดีอยู่ในส่วนตัวของเขา ตนไม่ไปยุ่งหรอก เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาก็มีความพยายามในการเจรจาหลายครั้ง แต่ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพที่ชัดเจน นายกฯ กล่าวว่า ขอย้ำว่าภายหลังเหตุการณ์เม.ย. 2552 ตนเป็นฝ่ายริเริ่มว่ามาคุยกันสิหากมีประเด็นในเรื่องกติกาของบ้านเมือง ตนให้อำนาจทุกอย่างและเคารพตามข้อสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯทุกอย่าง หากจะคุยกับตนในลักษณะนี้ก็คุยได้ หากจะคุยเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว ตนไม่มีสิทธิที่จะเอาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนไปแลกกับใคร
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาคล้ายว่าไม่ได้ผล นายกฯ กล่าวว่า ทำต่อไปเรื่อยๆไม่ได้ผลก็ต้องพยายามกันใหม่ก็เท่านั้นเอง เมื่อถามว่า จะเริ่มคุยในเรื่องใด นายกฯ กล่าวว่า ต้องมีประเด็นที่จุดขึ้นมาคุยกันก่อน แต่หากเสนอประเด็นที่จะให้คนผิดพ้นผิดนั้น ก็ไม่รู้จะคุยกันอย่างไร เมื่อถามว่า นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอแนวคิดให้ออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมอีกครั้ง นายกฯ กล่าวว่า เรามีบทเรียนจากปี 2551 และขอย้ำว่าหากไม่ช่วยกันรักษาหลักกฎหมายบ้านเมือง และคิดไปตามใจคนแล้วเรื่องจะจบนั้น เราจะทำร้ายประเทศในวันข้างหน้าอย่างไม่รู้จบเพราะจะมีคนยึดเป็นแบบอย่างว่าหากมีอำนาจและอิทธิพลเพียงพอเมื่อทำผิดก็สามารถต่อรองให้ตัวเองพ้นผิดได้ ประเทศไทยจะตกเป็นตัวประกันตลอดไปสำหรับคนที่ทำผิด
เมื่อถามว่าที่ผ่านมารัฐบาลทำให้ความยุติธรรมในบ้านเมืองเกิดขึ้นหรือยัง และทำได้แล้วกี่เปอร์เซ็นต์ นายกฯ กล่าวว่า พยายามทำเต็มที่โดยไม่เข้าไปแทรกแซงรายละเอียดการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเรื่องแบบนี้ตอบเป็นตัวเลขได้ยาก เพราะจะนำจำนวนคดีมาหารก็ไม่ได้เพราะความหนักเบาของคดีไม่เท่ากัน ส่วนคดีสำคัญนั้นตนเร่งรัดเสมอภายใต้ข้อจำกัดว่าต้องไม่ไปแทรกแซง กดดันให้การวินิจฉัยคดีเป็นไปในทางใดทางหนึ่ง
เมื่อถามว่า ประชาชนพูดกันว่ายังไม่มีความเป็นธรรมเกิดขึ้น และวิกฤตบ้านเมืองยังไม่มีทางแก้ไขในสมัยนี้ นายกฯกล่าวว่า ตนคิดว่ายังมีความไม่เป็นธรรมในสังคมอีกเยอะ เรื่องวิกฤตบ้านเมืองมันสะสมกันมา และไม่สามารถเจาะจงได้ว่าความไม่เป็นธรรมที่เป็นชนวนของวิกฤตที่เกิดขึ้นเริ่มต้นตอนไหน หากจะบอกว่าเริ่มต้นจากการปฏิวัติ 19 ก.ย. 2549 นั้นตนบอกได้ว่าไม่ใช่ แต่เริ่มมาจากการใช้อำนาจในทางที่ผิดมาหลายปีก่อนหน้านั้น แทรกแซง ข่มขู่ คุกคามกันมา หากจะเถียงกันแบบนี้ตนคิดว่ามันไม่จบ ตนเพียงแต่บอกว่าจะพยายามเร่งสะสางให้ดีที่สุดและทราบว่ายังมีคนคลางแคลงใจ ไม่เห็นด้วยและรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม ตนยืนยันว่าจะพยายามเดินหน้าสะสางให้ดีที่สุดต่อไป เมื่อถามว่าแสดงว่าปัญหาของประเทศแก้ไขยาก นายกฯ กล่าวว่า แก้ยาก ตนไม่เคยพูดว่าแก้ง่ายอยู่แล้ว แต่คำว่าแก้ยากไม่ได้หมายความว่าจะไม่แก้ เพราะจะพยายามแก้ต่อไป
เมื่อถามว่า นายกฯระบุว่าจะดำเนินการเรื่องต่างๆให้ประชาชนมีความสุข แต่รัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลนี้เป็นเป็ดง่อยและโลกลืม นายกฯ หัวเราะและกล่าวว่า ”ใครเป็นเป็ดง่อยครับ การประชุมครม.สัปดาห์สุดท้ายของปีที่แล้ว ผมสั่งให้ครม.ส่งการบ้านมาภายในสองสัปดาห์และผมจะพิจารณาต่อไป” เมื่อถามว่า คล้ายว่านายกฯพูดแล้วทำไม่ได้และไม่กล้าแตะรัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาล เช่น นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ที่ยังไม่ยอมลาออก นายกฯกล่าวว่า “ใครบอกว่าทำอะไรไม่ได้เขาบอกกับผมว่าจะแถลงผมไม่ได้เป็นคนบอกให้เขาไปแถลงและตอนนี้ยังไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมไม่แถลงก็เท่านั้นเอง สุดท้ายคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จบอย่างไรก็จบแบบนั้นจบเหมือนเดิม”
เมื่อถามว่าปีที่แล้วดัชนีความสุขของคนไทยเพิ่มขึ้น แต่ดัชนี้ความทุกข์ของนายกฯคืออะไร นายกฯยิ้มและกล่าวว่าบังเอิญไม่ได้วัด แต่ตนคิดว่าตนรับรู้ถึงความกังวลใจของคนไทยในสถานการณ์การเมืองที่มีความขัดแย้งและความกังวลใจของหลายคนที่เห็นว่าสังคมยังมีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นหลายด้าน อันนี้เป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลตนไม่ได้มองข้าม ไม่ว่าปัญหาเฉพาะหน้าจะเป็นอย่างไร



