ข่าว

บรรหารวอนให้ยุติธรรมขรก.สธ.ค้านโยกจุรินทร์คุม

บรรหารวอนให้ยุติธรรมขรก.สธ.ค้านโยกจุรินทร์คุม

31 ธ.ค. 2552

“บรรหาร”ระบุวิทยาลาออกเป็นมาตรฐานปชป. วอนให้ความเป็นธรรมขรก.ประจำ ยอมรับสธ.ป่วนหมอ-หมอสู้กันเอง ค้านโยก “จุรินทร์”นั่งสธ.อยู่ศธ.ดีแล้ว ยันชทพ.ไม่ปรับครม. อ้างเคลียร์ “เสธ.หนั่น”เรียบร้อย หากเสธ.ดันลูกยอดชทพ.ต้องควบสถานเดียว

 (31ธ.ค.) นายบรรหาร ศิลปอาชา ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงผลสอบคณะกรรมารตรวจสอบข้อเท็จจริงไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุขที่ผลสอบระบุว่ามีความไม่สุจริต จนทำให้นายวิทยา แก้วภารดัย ต้องลาออกจากรมต.สาธารณสุขว่า เรื่องกระทรวงสาธารณสุขไม่อยากเกี่ยว เพราะเป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์แต่อยากให้ความเห็นนิดหนึ่งในฐานะที่เคยอยู่มร 7-8 กระทรวง บรรดาข้าราชการถือเป็นกลไกสำคัญ ที่จะขับเคลื่อนนโยบายที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นการทำงานตนเห็นใจข้าราชการ อย่างนายวิทยาก็ถือว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบ มันเป็นกฎเหล็กของพรรคประชาธิปัตย์เขา ท่านก็ต้องออกไป บรรดาข้าราชการตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง อธิบดี ก็ต้องดูด้วย

 โครงการไทยเข้มแข็งตนอยากเรียนตรง ๆ ว่า งบโครงการนี้เป็นงบเร่งด่วนออกโดยผ่านพ.ร.บ. 2 ฉบับ และเร่ง 7-10 วันต้องให้เสร็จ ก็ทำให้ทุกกระทรวงต้องเร่งรีบ แม้แต่กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการท่องเที่ยวฯก็ต้องรีบหมด การเร่งรีบทำให้ผู้ใหญ่ระดับปลัดกระทรวง และอธิบดีไม่สามารถลงไปดูในรายละเอียดได้ เป็นหมื่นๆรายการมันดูไม่ได้ ยกตัวอย่าง แค่จังหวัดชลบุรีดูก็ปวดหัวแล้ว มีตั้งกี่พันรายการนี่แค่จังหวัดเดียวคิดดู 70 กว่าจังหวัดต้องส่งให้เสร็จภายใน 6-7 วัน ทำให้ความรอบคอบมันหายากไม่เหมือนงบประมาณประจำปีอย่างงบปี 2554 มันเพิ่งเริ่ม มันแตกต่างกัน และมาดูรายละเอียดของข้อกล่าวหาข้าราชการ บางอันก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาบ้าง

 อย่างเรื่องครุภัณฑ์ที่บอกว่าซื้อแพงก็ต้องดูด้วยว่ายี่ห้ออะไร เพราะแต่ละยี่ห้อมันไม่เหมือนกัน ยาก็เช่นเดียวกัน มันไม่เหมือนกัน ซื้อมาบางทีก็แตกต่างกัน เช่นเครื่องทำฟัน เมื่อก่อนตัวละสี่ห้าแสน เดี๋ยวนี้ปาไปหกแสนแล้ว แต่ถ้าเครื่องทำฟันในประเทศแค่สี่แสนมันก็แตกต่างกันแล้ว เพราะฉะนั้นการตั้งราคาก็จะเป็นการตั้งราคากลาง เหมือนกรมทางหลวงแผ่นดินที่ตั้งราคาถนนกิโลเมตรละ 20 ล้านแต่บางทีสู้กันเหลือ 25 ล้านก็มี เพราะฉะนั้นต้องรอให้ประกวดราคาก่อน แต่ถ้ามีการฮั้วก็ต้องยกเลิกกันไป

 อยากให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการสักนิดว่าอย่าเพิ่งไปกล่าวหาว่าเขามีเจตนาจริงหรือไม่ อย่างปลัดกระทรวงคนปัจจุบัน เดิมทีเป็นรองปลัดท่านไม่ได้เกี่ยวข้องเลยกับโครงการไทยเข้มแข็งแต่ถูกกล่าวหาว่าบกพร่องต่อหน้าที่ ส่วนนักการเมืองตนไม่ขอพูดถึง หรืออย่างกรมการแพทย์ระดับอธิบดีจะมีปัญหาไปสอบราคาได้ทุกบริษัทได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ต้องรอนโยบายมีการเสนอแผนขึ้นมาแล้วตัวเองไปนั่งสอบก็ไม่ต้องเสนอโครงการ นี่คือความเห็นใจข้าราชการ ต้องให้โอกาสกับข้าราชการด้วยเพราะนี่เป็นเพียงการสอบสวนของคณะกรรมการชุดหนึ่งเท่านั้น นายกฯควรตั้งคณะกรรมการมาดูข้อเท็จจริงในการสอบด้วยเพื่อให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการอย่างปลัดกระทรวง เท่าที่ตนดูไม่ได้ทำผิดอะไรเลย หรือแม้แต่อธิบดีกรมการแพทย์ อย่างตนเข้าไปก็จะพยายามดูแลข้าราชการทั้งหมด แต่ถ้าผิดก็ต้องว่าไปตามผิด ถูกก็โอเค

 เมื่อถามว่าหลังจากนายวิทยา ออกแล้วจะมีเรื่องการปรับครม.ตามมา นายบรรหารกล่าวว่า การปรับครม.เป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่เรื่องของพรรคชาติไทยพัฒนาก็แล้วแต่เขา

 ต่อข้อถามที่ว่าหากพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯยืนยันจะลาออก พรรคชาติไทยพัฒนาจะปรับครมหรือไม่ นายบรรหารกล่าวว่า คุยกับพล.ต.สนั่นแล้วท่านบอกว่าไม่ออก ถ้าออกก็ต้องพูด ก็พูดตรงไปตรงมาเลยว่าถ้านายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ เข้ามาเป็นรมต.ก็ต้องมีรมต.ของพรรคชาติไทยพัฒนาควบตำแหน่ง ถ้าไม่ควบพล.ต.สนั่นก็ต้องอยู่ ถ้าจะไปก็ต้องมีควบตำแหน่ง แต่ทีนี้ถ้าควบรัฐบาลก็ไม่ยอมถ้าควบให้ชาติไทยพัฒนา เดี๋ยวพรรคอื่นก็เอามั่ง มันก็ถึงทางตันถ้าไม่ยอม พล.ต.สนั่นอยู่ตรงนี้แหละไม่อยากไปไหนหรอก คนเราบางทีอย่างว่าอารมณ์ก็แตกต่างกันไป ถามท่านไปแล้วท่านก็บอกว่าอยู่

 ผู้สื่อข่าวถามว่าในส่วนของรมต.สาธารณสุขควรเป็นคนแบบไหนถึงสามารถเข้าไปนั่งในกระทรวงได้ นายบรรหารกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขวุ่นวายมาทุกสมัย หมอกับหมอนี่แหละ ยิ่งกว่าทนายความอีกที่สู้กันอยู่ก็หมอกับหมอทั้งนั้น หมออีกกลุ่มพยายามเอาหมออีกกลุ่มหนึ่งออกต้องรู้ซึ้งว่ากระทรวงสาธารณสุขเป็นอย่างไรบ้าง คนที่เข้ามาเป็นรมต.กระทรวงนี้ยากมันไม่ง่าย คือต้องเอาใจข้าราชการด้วยแต่เอาใจในทางที่ถูกและดูในสิ่งที่ถูกต้องว่าเป็นอย่างไร บังเอิญกระทรวงสาธารณสุขมีอีกกลุ่มเข้าไปในนั้นอีกด้วย แต่กลุ่มอะไรนั้นตนตอบไม่ได้ ไปถามนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย ดูท่านรู้ อย่างกระทรวงที่มีอำนาจจริงๆไปอยู่ที่สป.สช.หมด ส่วนรมต.เมื่อเข้าประชุมก็มีเสียงเดียวทำอะไรไม่ได้มันก็เสร็จ นี่คือสิ่งที่ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขบ่นมาว่าทำอะไรไม่ได้ ปัญหามันอยู่ตรงนี้ ดังนั้นตนคิดว่าโครงสร้างต้องผ่าตัดกันใหม่

 เมื่อถามว่าแสดงว่าต้องผ่าตัดกันใหม่ในกระทรวงสาธารณะสุขใช่หรือไม่ นายบรรหารกล่าวต่อว่า มันอยู่ที่พ.ร.บ.ที่เสนอเข้าสภาฯอย่างพ.ร.บ.สภาการวิทยาลัยพยาบาล สภาการเทคนิคการแพทย์ที่เสนอเข้าสภาและก่อนเสนอเข้าสภาฯก็เป็นกฎหมายของพรรค โดยระบุว่าโรงพยาบาลชุมชนให้เงินพิเศษกับหมอ ต่อมามีฉบับที่ 7 ให้กับโรงพยาบาลทั่วไปอีก ทุกโรงพยาบาลก็แย่เลย เงินบำรุงทั้งหมดก็แยกไปเลย สภาการวิทยาลัยพยาบาล สภาการเทคนิคก็จะเอาด้วย จึงออกเป็นกฎหมายขึ้นมา ถ้าผ่านสภาฯก็แย่ เงินก็ไม่มี ตอนนี้ก็ติดค่าตอบแทนของหมอและพยาบาลมันไม่ได้ นี่คือโครงสร้างที่มันออกมาเป็นแบบนี้

 ฉะนั้นเวลาเรื่องเข้าสู่สภาฯก็ต้องระวังกันด้วย ว่าในอนาคตจะรับกันได้หรือไม่ เงินจะใช้มากกว่าเดิมไหม และถ้าใช้มากกว่าเดิม สำนักงบฯจะให้หรือไม่ มันต้องดูแบบนี้ด้วย เดี๋ยวนี้ออกมาหลายสภาฯ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหา บังเอิญตนไปดูแลโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคมา 6 ปี ถึงได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เงินค่าตอบแทน เงินค่าวิชาชีพ รู้หมดทุกอย่าง ตอนนี้ก็ติดลบด้วย

 ผู้สื่อข่าวถามว่ามองอย่างไรหากมีการโยกนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ มาเป็นรมว.สาธารณสุข นายบรรหารกล่าวว่า นายจุรินทร์อยู่กระทรวงศึกษาธิการดีแล้ว เพราะกระทรวงศึกษาฯก็ปัญหาเยอะ ดังนั้นให้คนอื่นไปนั่งกระทรวงสาธารณสุขดีกว่า ส่วนที่มีชื่อเป็นแคนดิเดต 5 คนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ออกมานั้น ตนไม่เกี่ยว บอกได้เพียงแค่ว่านายจุรินทร์อยู่กระทรวงศึกษาฯดีแล้ว เพราะไม่ใช่ง่าย ยุ่งเหมือนกัน อย่างสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ยุ่ง มีอะไรต้องแก้อีกเยอะ นายจุรินทร์ยังทำได้แค่ครึ่งทางปล่อยให้ท่านทำงานต่อไปเถอะ

 เมื่อถามต่อว่าหากพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ามีปัญหาเยอะคุมไม่ได้จะโยนมาให้พรรคชาติไทยพัฒนาดูแลจะรับเผือกร้อนไว้พิจารณาหรือไม่ นายบรรหารกล่าวว่า ถ้าให้ตนเป็นตนเอา แต่ต้องไปแก้ 5 ปีของตนก่อน เอาไหมถ้าไปแก้ให้ตน ตนยอมแลกและตนก็แก้ได้ ไม่ใช่แลกกระทรวงแต่ต้องให้ตนเข้าไป แต่ต้องปลดล๊อก 4 ปีให้ตนก่อน มีข้อแม้เพราะระดับตนแก้ได้ ส่วนเรื่องของนายมานิตย์ นพอมรวดี รมช.สาธารณสุขที่ยังไม่ลาออกจากตำแหน่ง เป็นเรื่องของพรรคภูมิใจไทย