
ผบ.ทร.หวั่นน้อยหน้าเขมรครวญเรือดำน้ำไทยต้องมี
ผบ.ทร.ครวญเรือดำน้ำจำเป็นต้องมี หวั่นชาติอ่อนแออำนาจเจรจาเพื่อนบ้าน"เผยเวียดนามจ่อซื้อ 6 ลำจากรัสเซีย ขณะที่รอบบ้านไทยมีเกือบทุกชาติ"ระบุ"ทร.ตั้งคกก.ศึกษาเรือดำน้ำมือสองเล็งซื้อหากรัฐบาลไม่หนุนงบ"เผย"เขมรเพิ่มงบป้องกันประเทศ 20 เปอร์เซ็นต์ พ้ออาจได้เรือ
(31ธ.ค.) พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบการพัฒนากองทัพเรือในปี 2553 ว่า นโยบายกองทัพเรือปี 2553 มีการพัฒนากำลังพล โดยจะส่งข้าราชการไปเรียนตามสาขาวิชาการต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ และศึกษาเทคโนโลยีเพิ่มเติม ทั้งด้านสนับสนุนการรบและพื้นที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้จะมีการพัฒนากำลังรบ เช่น การต่อเรือ ขณะนี้มีการต่อเรือ 994 จำนวน 3 ลำ ซึ่งจะต่อในปี 2553 ซึ่งจะต่อที่กรมอู่ทหารเรือ 1 ลำ และประมูลให้เอกชนมาต่ออีก 2 ลำ ต่อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ที่อู่เรือราชนาวีเพื่อใช้ปฏิบัติการทะเลลึก ซึ่งซื้อแบบมาจากประเทศอังกฤษ และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้วย เมื่อถูกตัดงบประมาณเราก็ต้องนำของเก่าที่มีอยู่ให้ใช้งานนานที่สุด ส่วนมากเป็นการซ่อมและปรับปรุงของเก่าให้ใช้งานได้
พล.ร.อ.กำธร กล่าวว่า ส่วนด้านยุทธวิธีจะมีการฝึกทั้งในประเทศและเหล่าทัพอื่น รวมถึงกับต่างประเทศด้วย เช่น การฝึกคอบร้าโกล์ การฝึกกองทัพเรือขนาดเล็กระหว่างไทยและจีน ซึ่งตนเสนอแนะการฝึกเน้นการช่วยเหลือมนุษยธรรม เพราะต้องปฏิบัติงานร่วมกัน เมื่อเกิดภัยพิบัติกับประชาชน โดยภาพรวมกองทัพเรือจะพัฒนาทั้งบุคคล วัตถุ และยุทธวิธี แม้ว่างบประมาณจะน้อยลง แต่จะพยายามผันกำลังรบที่มีอยู่ เพื่อให้ใช้งานได้ในยามปกติและเตรียมพร้อมเมื่อเกิดวิกฤติ
ต่อข้อถามถึงแนวความคิดการจัดซื้อเรือดำน้ำเสริมศักยภาพกำลังรบพล.ร.อ.กำธร กล่าวว่า เรือดำน้ำเราเคยมีมานานแล้ว สมัยก่อนมี 4 ลำ ต่อจากญี่ปุ่น แต่เมื่อจบประจำการไปแล้ว เราไม่มีความสามารถซื้อเรือดำน้ำมาประจำการได้อีก สาเหตุที่ต้องมีเรือดำน้ำ เพราะทางยุทธศาสตร์ที่ศึกษาอย่างเป็นระบบ เป็นกำลังรบที่มีความจำเป็นไม่ใช่มี เพราะอยากได้หรือน่าจะมี ควรจะมี แต่ทางยุทธศาสตร์กองทัพเรือต้องมี เห็นได้จากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย รวมถึงเวียดนามที่กำลังสั่งซื้อจากรัสเซีย จำนวน 6 ลำ
“การใช้เรือดำน้ำใช้ได้หลายรูปแบบ กองทัพเรือยืนยันว่ามีความจำเป็นที่ต้องใช้ แต่ขณะนี้งบประมาณยังไม่อำนวย แต่เราตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา และติดตามเทคโนโลยีว่าไปถึงระดับใดแล้ว หากเราจะมีโอกาสได้รับการสนับสนุนให้มีบ้าง เราจะได้มีความพร้อมในความรู้พื้นฐาน ไม่ได้เป็นการสะสมกำลังรบ แต่เป็นความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ เพื่อให้เกิดสมดุลในภูมิภาค การมีกำลังทหารที่สมดุลกับประเทศต่าง ๆ เป็นหลักสากล ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำให้การเจรจาต่างๆ มีผลดีขึ้น มีความแข็งแรงในการเจรจามากขึ้นกว่าประเทศที่อ่อนแอ หากเรามีความเข้มแข็ง ” ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า กองทัพเรือจะเสนอเรื่องขอซื้อเรือดำน้ำอย่างจริงจังได้ภายในปีใด พล.ร.อ.กำธร กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับงบประมาณของประเทศ เราต้องเข้าใจว่าเรือดำน้ำไม่ใช่ราคาถูก ซึ่งลำหนึ่งราคาประมาณ 20,000 ล้านบาท ทั้งนี้ กองทัพเรือเคยมีแนวความคิดหลายอย่าง เช่น เราจะซื้อเรือดำน้ำที่ใช้แล้วมาปรับปรุงใหม่ เพื่อเป็นการฝึกกำลังพลก่อน เมื่อมีความพร้อมงบประมาณ จึงซื้อเรือใหม่ที่มีคุณภาพ แต่เราต้องมั่นใจว่าเรือที่ซื้อมามีความปลอดภัยกับกำลังพล ซึ่งเรือดำน้ำมือสองราคาไม่น่าจะเกิน 10,000 ล้านบาท แต่อย่างดีก็กว่า 20,000 ล้านบาท
ถามว่า กองทัพเรือเล็งซื้อเรือดำน้ำประเทศจีน รัสเซีย หรือประเทศใด พล.ร.อ.กำธร กล่าวว่า เรามองไว้หลายประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลไว้ หากได้งบประมาณเมื่อไหร่จะได้มีความพร้อม ซึ่งจีน รัสเซีย เยอรมัน ก็มีเรือดำน้ำ แต่เราไม่เคยไปเจรจา เพราะต้องมั่นใจว่าเรามีเงินในกระเป๋า เพราะหากไม่มีไปเจรจาเขาคงไม่อยากพูดด้วย ทั้งนี้ การสั่งซื้อเรือดำน้ำไม่ใช่สั่งวันนี้พรุ่งนี้ได้ แต่สั่งวันนี้อีก 3 ปีได้ และไม่ได้ซื้อแล้วขับได้เลย ต้องมีการฝึกกำลังพล และเรือดำน้ำไม่ใช่ว่าต้องมีลำเดียว อย่างน้อยต้องมี 3-4 ลำ คือ ใช้งาน 1 ลำ อีกลำต้องประจำการเตรียมพร้อมตลอดเวลา และอีกลำเข้าอู่ไว้ซ่อมบำรุง
“ความจริงการมีกำลังรบเข้มแข็งทำให้เศรษฐกิจเข้มแข็งด้วย อย่างทะเลอ่าวไทยและอันดามัน ถือว่าพื้นที่ประมาณ 3 ใน 5 ของพื้นที่ทางบก ซึ่งกองทัพเรือดูแลอยู่ ทรัพยากรที่เข้าออกประเทศไทยที่อยู่ในทะเลมีมูลค่าเป็นล้านๆ บาท ไม่ว่าสินค้าเข้าออก 90 เปอร์เซ็นต์ ก็ขนส่งทางเรือ หรือการท่องเที่ยวต้องมีความปลอดภัยทางทะเล แม้แต่น้ำมัน แก๊สธรรมชาติในอ่าวไทย และการประมง มีมูลค่าหลายล้านล้านบาท หากดูรายได้มูลค่าล้านล้านบาทต่อปี คิดว่าเรือดำน้ำในราคา 20,000 ล้านบาท ที่เราจะใช้ดูแลสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ถือว่าแพง หากเราเข้มแข็งทั้งด้านการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ คิดว่าจะไปพูดกับใคร เขาก็เกรงใจ ” พล.ร.อ.กำธร กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เรือดำน้ำประจำการในกองทัพเรือจะเกิดขึ้นในยุคที่ท่านเป็นผู้บัญชาการทหารเรือ หรือไม่ พล.ร.อ.กำธร กล่าวว่า ไม่กล้ารับปากว่าจะเกิดในสมัยนี้แต่หากเป็นผู้บัญชาการทหารเรือทุกคนก็คงคิดเหมือนตน เพราะจำเป็นต้องมี แต่จะมีมากน้อยเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับกำลังงบประมาณประเทศ หากรัฐบาลมีงบประมาณให้กองทัพเรือก็พร้อมจะมี
ต่อข้อถามถึงความร่วมมือกับเหล่าทัพในประเทศเพื่อนบ้าน พล.ร.อ.กำธร กล่าวว่าเรามีการฝึกร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านตลอดเวลา ส่วนความร่วมมือทางทหารก็มีการเยี่ยมเยือนผู้นำเหล่าทัพในประเทศอาเซียนกันตลอด รวมถึงมีการลาดตระเวนร่วมกัน ซึ่งเรารักษาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเราใช้มาตรการ คือ มีความเข้าใจ และเชื่อใจกัน ทำให้ลดระดับความขัดแย้งมีอะไรพูดจากันได้ง่าย บางครั้งทางทหารถ้าเราชนะใจเพื่อนบ้าน โดยไม่ต้องรบถือว่าเราทำสำเร็จมากที่สุด แต่เราต้องฝึกและเราซื้ออาวุธ ไม่ใช่ว่าจะเอามาใช้ได้เลย เพราะหากเราไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์และไม่มีการฝึกล่วงหน้า แม้จะได้รับอาวุธทันทีก็ทำการรบไม่ได้ เพราะต้องทำการฝึกก่อน อยากให้ประชาชนเข้าใจว่า ไม่ใช่ว่าเราอยากมี แต่เรามีเพราะต้องเอามาใช้ป้องกันประเทศ
เมื่อถามว่า สถานการณ์ความรุนแรงจากประเทศรอบบ้านจะกระทบต่อสถานการณ์ในไทยหรือไม่ พล.ร.อ.กำธร กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา แต่คิดว่า สถานการณ์ระหว่างประเทศ ทางกระทรวงการต่างประเทศรับทราบมาตลอด และเป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวงการต่างประเทศ หากมีอะไรให้ทหารช่วยเสริม เพื่อให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น เราพร้อมทำตามนโยบายของรัฐบาล เพราะการไม่รบกันจะดีที่สุด ประชาชนจะได้ไม่เดือดร้อนและอยู่เป็นสุข
เมื่อถามว่า เกรงว่ากัมพูชาจะมีการสั่งซื้อเรือดำน้ำก่อนไทยหรือไม่ พล.ร.อ.กำธร กล่าวว่า ก็ไม่แน่เขาอาจมีก่อนไทยก็ได้ เพราะกัมพูชาเพิ่มงบประมาณป้องกันประเทศกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวคิดที่จะจัดซื้อเรือดำน้ำมาเสริมเขี้ยวเล็บของกองทัพเรือครั้งนี้ ได้มีการจัดทำแผนมาตั้งแต่ยุคของ พล.ร.อ.ประเสริฐ บุญทรง อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ จนมากระทั่งยุคของ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ สั่งให้ฝ่ายเสธฯ ติดตามเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาไม่หยุดยั้งของเรือดำน้ำ โดยเฉพาะเรือดำน้ำของประเทศรัสเซีย ทั้งนี้ที่ผ่านมาแม้ว่ากองทัพเรือจะมีการปลดประจำการเรือดำน้ำไปแล้วก็ตาม เนื่องจากประเทศไทยขาดงบประมาณในการจัดซื้อ ซึ่งขณะนี้ทำได้เพียงส่งกำลังพลไปฝึกฝนเรียนที่ประเทศสวีเดน ในหลักสูตรปฏิบัติการเรือดำน้ำ ผ่านทางบริษัท ฮอกคู้ม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แผนความต้องการเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ยังคงมีการดำเนินการวิเคราะห์ และติดตามเทคโนโลยีตลอด โดยเฉพาะในยุคของ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ ก็ยังคงมีความต้องการ แม้ว่าจะไม่ได้เรือดำน้ำรุ่นใหม่ ที่มีไฮเทคโนโลยีครบก็ตาม แต่ขอเป็นมือสองเพื่อมาแสดงศักยภาพของกองทัพเรือก็ยังดี โดยทางกองทัพเรือ ได้มองเรือดำน้ำของประเทศรัสเซียไว้ โดยเฉพาะรุ่น “กิโลคาส” ที่มีความเหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทยมากที่สุดในยามนี้
พล.อ. ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณีการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพบกว่า ในปี 2553 คงไม่มีการจัดซื้ออะไรทั้งสิ้น มีเพียงแต่การซ่อมบำรุงของอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อให้พร้อมใช้งานโดยเฉพาะเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์แบบเบลล์ 212 เท่านั้น ส่วนรถหุ้มเกราะล้อยางที่มีการจัดซื้อจากประเทศยูเครนอยู่ระหว่างการรอลงนามกับประเทศยูเครน
ส่วนงบประมาณได้รับการจัดสรรแล้ว รวมถึงขณะนี้อยู่ระหว่างการประกอบอะไหล่ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ว่าจะใช้ของประเทศใด ซึ่งตามข้อตกลงเดิมเป็นของเยอรมัน และเกียร์จะใช้ของประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะนี้ทุกอย่างลงตัวหมดแล้วเหลือเพียงเครื่องยนต์เท่านั้นที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ซึ่งคาดว่าในปี 2553 คงจะทยอยเข้ามาประจำการในกองทัพบก
นอกจากนี้ กองทัพบกเตรียมรับมอบเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์แบบเอ็มไอ 17 ของประเทศรัสเซีย จำนวน 3 ลำ และเครื่องบินแบล็กฮอว์คของสหรัฐอเมริกา จำนวน 3 ลำ ซึ่งกองทัพบกใช้งบประมาณปี 2552 ในการจัดซื้อ แต่จะดำเนินการลงนามสัญญาในปี 2553 นี้ และจะได้เข้าประจำการในปี 2553 เช่นกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดซื้อเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์เอ็มไอ จำนวน 3 ลำ วงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท และเครื่องบินแบล็กฮอว์ค จำนวน 3 ลำ วงเงินประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณของปี 2552 ก่อนหน้านี้กองทัพบกได้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์หลายรายงาน ทั้งการจัดหาปืนเล็กยาว ขนาด 5.56 มม. แบบ 50 ( TAVOR TAR-21) จากประเทศอิสราเอล ซึ่งการจัดซื้อเพื่อทดแทนอาวุธประจำกายแบบเดิมที่เริ่มชำรุด โดยนำเข้าประจำการในหน่วยพร้อมรบของกองทัพบกในทุกกองทัพภาค นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดหาปืนใหญ่กระสุนใหญ่วิถีโค้ง (ปกค.ขนาด 155 มม. ) แบบ M 198 เพื่อซื้อมาทดแทนปืนใหญ่ที่จะเริ่มปลดประจำการ



