
เอกชนยอมตรึงราคาปุ๋ยตลอดปี53
เอกชนยอมตรึงราคาปุ๋ยตลอดปี 2553 ลั่นมอบเป็นของขวัญเกษตรกร พร้อมเรียกร้องรัฐบาลเร่งพัฒนาโลจิสติกส์หวังช่วยลดต้นทุนค่าจนส่ง หวั่นได้รับผลกระทบหากน้ำมันแพงขึ้น
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตปุ๋ยเคมี ย่านพระประแดง จ.สมุทรปราการ ว่า ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมผลิตปุ๋ยเคมี ให้ตรึงราคาปุ๋ยไว้ให้ถึงปีหน้า เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งรายย่อยและรายใหญ่ โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการปุ๋ยเคมีให้ความร่วมมือเข้าร่วมโครงการปุ๋ยธงฟ้าช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่เกษตรกรรายย่อย ในปริมาณ 1.5 แสนตันมาแล้ว ซึ่งเชื่อว่าราคาปุ๋ยในปีหน้าจะไม่สูงขึ้นมากนัก เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกจะทรงตัวอยู่ที่ 80-85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนความกังวลของผู้ประกอบการเรื่องปุ๋ยปลอมนั้น เป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะดูแล
ด้านนายเปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า เอกชนพร้อมที่จะร่วมมือตรึงราคาปุ๋ยเคมีในปี 2553 เพื่อเป็นของขวัญแก่เกษตรกร สำหรับราคาปุ๋ยปีหน้าจะมีราคาคงที่ แต่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะอยู่ที่ระดับใด เนื่องจากจะต้องรอดูสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกก่อนว่าจะปรับตัวสูงขึ้นมากน้อยเพียงใด เพราะหากราคาน้ำมันสูงขึ้นจะมีผลต่อการขนส่งสินค้าให้สูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น สมาคมจึงต้องการให้รัฐบาลเร่งดูแลการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้เหมาะสม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนด้านการขนส่งลงได้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาดำเนินการการขุดเจาะใช้แร่ธาตุโพแทสเซียมที่มีอยู่ใน จ.ชัยภูมิและอุดรธานี มาใช้ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อใช้ในประเทศและส่งออกยังต่างประเทศ แทนการนำเข้าแร่ธาตุเพื่อการผลิตปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ที่ปกติมีการนำเข้าถึง 1.2 ล้านตันต่อปี เนื่องจากแนวโน้มการใช้ปุ๋ยในประเทศจะเพิ่มขึ้นอีก 10-15% จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 4.3-4.5 ล้านตัน
ทั้งนี้ ราคาแม่ปุ๋ยที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยเคมี ประกอบด้วย แร่แอมโมเนียมซัลเฟส อยู่ที่ 150-155 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แร่ยูเรีย อยู่ที่ 340-350 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน แร่ไดแอมโมเนียมฟอสเฟส อยู่ที่ 460-480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และโพแทสเซียม ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งส่วนใหญ่ราคาปรับลงหลังจากที่เคยขึ้นไปสูงเท่าตัว



