ข่าว

“ดิเรก ”ครวญ "...ผมเซ็ง ทำมาตั้งนานไม่หลืออะไรเลย”

“ดิเรก ”ครวญ "...ผมเซ็ง ทำมาตั้งนานไม่หลืออะไรเลย”

30 ธ.ค. 2552

ชงกันมา 6 ประเด็นอยู่ดีๆ สำหรับหัวข้อในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 แต่เมื่อ "พรรคร่วมรัฐบาล" โดยเฉพาะ เสียงเข้มๆ จาก 2 ผู้ถูกตัดสิทธิ "บรรหาร ศิลปอาชา" และ "เนวิน ชิดชอบ" ที่ยื่นโนติสยัดใส่มือ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ฝากไปยัง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ว่า "รอไม่ไหวแล้ว"

 ถ้า 6 ประเด็นยังเดินหน้าไม่ได้ ก็ขอ 2 ประเด็นคือ ม.190 ว่าด้วยสนธิสัญญาระหว่างประเทศต้องขออนุมัติจากรัฐสภา และแก้ไขให้ยุบเขตเลือกตั้งแบบเขตใหญ่เรียงเบอร์เป็นเขตเดียวเบอร์เดียว

 ทำเอา "แม่นม" ต้อง “อมทุกข์” เป็นรอบที่ร้อย เครียดจับขึ้นมาทันที เพราะกำลังสองฝ่าตีนเบ้อเริ่มเทิ่ม ของผู้บงการนอกรัฐธรรมนูญ ถีบให้ไปยืนอยู่บนปากทางสองแพร่ง จะแก้หรือไม่แก้

 ว่าไปแล้วใน 2 ประเด็นนั้น ม.190 เป็นแค่ “ตัวหลอก” หรือ “ไม้ประดับ” เท่านั้น แต่หัวใจที่เหล่า “ผู้บงการรัฐบาลนอกรัฐธรรมนูญ” จ้องเขม็ง เล็งเป้าว่าจะต้องรื้อทิ้งให้ได้คือระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 50 ถ้าปล่อยให้เลือกแบบเขตใหญ่โตมโหฬารแบบนี้ เกิดจับพลัดจับผลูยุบสภาขึ้นมา “พรรคเล็ก-พรรคกลาง” มีหวังโดนกระแสเบียดตกเก้าอี้กันเป็นทิวแถว

 “พรรคร่วม” จึงออกอาการ “ทั้งขอ-ทั้งขู่” ถ้าไม่ยอมแก้จะไปซบ “เพื่อไทย” ร่วมมือขุดรัฐธรรมนูญ 40 มาใช้ให้รู้แล้วรู้รอด

 แรงบีบของ “พรรคร่วม” ที่กดดันนายกรัฐมนตรีอยู่ด้านหนึ่ง จึงผลักให้นายกฯ ไปกระแทกกับแรงอัดอีกฟากหนึ่งคือกลุ่ม “คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” นำโดยประธาน “ส.ว.ดิเรก ถึงฝั่ง” ที่ยืนกรานว่าถ้าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมัดรวมเป็น “แพ็กเกจ” ทั้ง 6 ประเด็นเท่านั้นจึงจะเรียกว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อบรรลุเป้าหมายความสมานฉันท์ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่เข้าร่วมสังฆกรรมด้วย

 "มันจะวุ่นวายแน่นอน ถ้าแก้กันแค่ 2 ประเด็น เพราะจะไปตรงกับข้อสังเกตของพรรคฝ่ายค้านที่เคยตั้งแง่เอาไว้ตั้งแต่ตอนแรก ตอนนั้นเถียงกันว่า 6 ประเด็นนี้จะทำเป็นฉบับเดียวแล้วถามประชาชนทีเดียว หรือทำเป็น 6 ฉบับยกทีละประเด็น พอนายกฯ ตอบว่าจะทำแยกเป็น 6 ฉบับ ฝ่ายค้านเขาอ่านเลยว่ารัฐบาลเล่นเกมกับเขา" ดิเรก กล่าว

 และย้ำว่า ฝ่ายค้านคิดว่ารัฐบาลแยกประเด็นออกมาอย่างนี้ ต้องการจะโหวตเอาเฉพาะฉบับที่รัฐบาลได้ประโยชน์ ส่วนฉบับไหนที่ไม่อยากได้ก็ไม่ให้ส.ส.โหวตให้ เขาก็เลยไม่มั่นใจว่าถึงเวลาประเด็นของเขาเสนอมารัฐบาลจะช่วยโหวตให้หรือไม่ มันไม่มีหลักประกัน เลยต้องเดินแยกทาง เพราะเสียงเขาน้อยกว่าถ้าเดิมหมากนี้ ฝ่ายค้านเองนั่นแหละที่จะเสียเหลี่ยม

 “นี่เป็นต้นเหตุที่พรรคฝ่ายค้านถอนตัวจากวิป 3 ฝ่าย เพราะเขาไม่ไว้ใจว่ารัฐบาลจริงใจหรือไม่ ก็เลยออกไปเล่นนอกสภา ไปเรียกร้องรัฐธรรมนูญปี 40 ทั้งที่ก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นไปไม่ได้ นอกจากจะทำการปฏิวัติรัฐประหาร มันไม่มีประชาธิปไตยที่ไหนเขาทำกันหรอก ที่อยู่ๆ จะให้ที่ประชุมสภามาโหวตเอาทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งแล้วยกมือให้ไปใช้อีกฉบับหนึ่ง ฝ่ายค้านเขาเล่นเกมตีรวนเพราะอ่านหมากแล้วรู้ว่ารัฐบาลไม่จริงใจซะแล้ว”

 แต่ถ้าวันนี้แก้ก่อนเพื่อเลือกตั้ง 2 ประเด็นแล้วอีก 4 ประเด็นที่เหลือได้รัฐบาลใหม่แล้วค่อยแก้ ดิเรก สวนขึ้นมาทันที

 “แล้วแก้ 6 ประเด็นมันเลือกตั้งไม่ได้ตรงไหน ถามหน่อยว่ามันจำเป็นอะไรที่ต้องรีบแก้ 2 ประเด็น ในเมื่อคุยกันมาแล้วว่าแนวทางสร้างสมานฉันท์ในภาพรวมมันต้อง 6 ประเด็น ถามว่า 2 ประเด็นมันจำเป็นกว่าอีก 4 ประเด็นตรงไหน รัฐบาลยิ่งทำอย่างนี้ยิ่งตอกย้ำที่ฝ่ายค้านเขาบอกว่าอยากจะแก้แต่ที่ตัวเองได้ประโยชน์ แต่ของที่คนอื่นได้ด้วยกลับไม่เอา อย่างนี้บ้านเมืองมันจะสมานฉันท์ได้อย่างไร...

 ...ผมเป็นประธาน เรายึดมาตลอดว่า 6 ประเด็นนี้มันจะทำให้การเมืองเดินหน้าได้ นักการเมืองไม่ต้องมาทะเลาะกัน แต่มันมีทั้งได้และเสีย บ้านเมืองจะสมานฉันท์มันต้องยอมเสียบ้าง ไม่ใช่จะเอาแต่ได้ ที่ผ่านมาทุกอย่างเดินมาดีอยู่แล้ว เราเคยเสนอว่าแก้ 6 ประเด็นไม่ต้องทำประชามติ พอแก้เสร็จแล้วก็เลือกตั้ง แต่นายกฯ เองบอกยังไงก็ต้องทำประชามติ เราก็โอเคถามประชาชน แต่พอมาถึงวันนี้บางคนในรัฐบาลบอกจะแก้ 2 ประเด็นโดยไม่ทำประชามติ ผมถามว่านี่มันอะไรกัน

 แสดงว่าถ้าจะแก้ 2 ประเด็นกรรมการสมานฉันท์ไม่เอาด้วยแน่ๆ ดิเรก ย้ำชัดเจนว่า อย่างผมไม่เอาด้วยแน่นอน ถ้ารัฐบาลอยากทำก็ใช้มติคณะรัฐมนตรีเสนอแก้ไขตาม ม.291 แต่อย่ามาบอกว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ทำไปเพื่อความสมานฉันท์ของบ้านเมือง เพราะมันไม่ใช่ แนวทางของกรรมการสมานฉันท์คือกรอบ 6 ประเด็นแก้ไปก่อนแล้วเลือกตั้ง หลังจากนั้นก็ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญมายกร่างทั้งฉบับเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ถาวร

 “พอรัฐบาลเดินแบบนี้มันเสียหายกันหมด ผมเซ็ง อุตส่าห์ทำมาตั้งนาน ไม่เหลืออะไรเลย ความสมานฉันท์จะเกิดมันต้องเริ่มจากความจริงใจกัน เพื่อให้เกิดความไว้วางใจ แล้วเดินกอดคอกันไป ไม่ใช่ว่าตกลงเอาไว้อย่างหนึ่ง แต่กลับเดินเกมแต่ที่ตัวเองได้ประโยชน์

 หมากอย่างนี้มันอ่านกันไม่ยาก ถ้าไม่จริงใจให้กันก็สมานฉันท์ไม่ได้ แก้กัน 2 ประเด็นตามความต้องการของพรรคร่วมครั้งนี้นอกจากจะไม่แก้ปัญหาอะไร แต่จะก่อวิกฤติซ้ำขึ้นมาอย่างแน่นอน" ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ กล่าวทิ้งท้าย

เสถียร วิริยะพรรณพงศา