ข่าว

บางทีสังคมไทยอาจต้องการความจริงมากกว่าความดี

บางทีสังคมไทยอาจต้องการความจริงมากกว่าความดี

31 ธ.ค. 2552

ผมคิดว่าข้อความจากนี้ไปจนจบคอลัมน์นั้นเป็นเรื่องที่ฟุ่มเฟือยเป็นอย่างมาก เพราะได้พูดไปหมดแล้วในหัวเรื่อง

 แต่เนื่องจากต้องทำหน้าที่คอลัมนิสต์ ก็เลยจะต้องขยายความในเรื่องที่ทุกคนก็ "รู้และรู้สึก" อยู่แล้วอีกสักหน่อย

 ในประการแรก สังคมของเรามีหลักคิดและหลักปฏิบัติอยู่ข้อหนึ่งที่เป็นที่นิยม นั่นก็คือ หลักที่ว่า ถ้ามีคนดี สังคมจะดี

 หลักคิดนี้น่าสนใจ ตรงที่ว่า เราอาจตีความได้หลายแบบ

 แบบที่หนึ่ง คือ ก็ทำให้ทุกคนเป็นคนดี ต่างคนต่างปฏิบัติดี

 แบบที่สอง คือ เราก็ต้องสร้างกฎระเบียบให้คนชั่วทำชั่วไม่ได้ และทำให้คนดีสามารถถูกตรวจสอบได้ นั่นคือสร้างระบบให้ดี สร้างสังคมให้ดี ป้องกันไม่ให้คนดีเองกลายเป็นคนไม่ดีไปในสักวันหนึ่ง

 หลักแบบที่สองนี้ดูจะยากเย็น แต่เป็นหลักที่น่าสนใจเมื่อพิจารณาควบคู่ไปว่าเกี่ยวพันกับสังคมที่มีความเปิดกว้างและหลากหลาย เพราะทำให้เราต้องถามคำถามต่อว่า ความดีกับความถูกใจนั้นเป็นเรื่องเดียวกันไหม เช่น คนคนนี้ดีกับเราแต่เลวกับคนอื่น เราจะรับได้ไหม หรือคนคนนี้อ้างว่าการทำร้ายเราเป็นความดี หรือคนดีต้องได้ประโยชน์ก่อนเราถึงจะมาดูแลเราได้

 หลักแบบที่สองจึงเป็นการตีความที่ลึกซึ้งและพิสดารอยู่สักนิด เพราะถามคำถามว่า เราจะพิจารณาว่าอะไรดีหรือไม่ดีอย่างไร และในกระบวนการพิจารณานั้นตัวเรามีส่วนกำหนดความดีด้วยหรือไม่

 เรื่องที่เรารู้และรู้สึกในประการที่สอง ก็คือ ความดีนั้นจะกำหนดด้วยอะไร จะกำหนดด้วยกฎอะไร? ซึ่งผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่สำคัญในเรื่องการกำหนดความดีก็คือ เรื่องของความจริง กล่าวคือ ถ้าเราไม่สามารถเข้าถึงความจริงได้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือความดี

 ถามว่าในวันนี้ปัญหาในสังคมไทยคือ เรื่องของการขาดแคลนคนดี หรือการขาดแคลนความจริง? ผมคิดว่าถ้าปัญหามีทั้งสองเรื่อง การขาดแคลนความจริงนั้นเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เราพิจารณาว่าอะไรดีอะไรไม่ดี อะไรถูกอะไรผิด

 แต่เราไม่ได้เน้นเรื่องของความจริงในสังคมกันเลย เรากลับกลายเป็นสังคมอำนาจนิยมกันมากขึ้น ดังคำว่า "ต้องยอมรับว่า" ที่ชอบพูดกันติดปากมาโดยตลอด ซึ่งถ้าถามกันไปแล้ว คำว่าต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องของความจริงเพราะจำนนต่อข้อเท็จจริงในตัวความจริง หรือเป็นการจำนนว่า เราคงไม่มีอำนาจไปเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้น แม้ความจริงชุดนั้นจะเป็นความจริงที่ไม่เป็นธรรม

 หรือการบอกว่า ต้องเคารพคำพิพากษา ต้องเคารพคำสั่ง คำถามก็คือ เรากำลังเคารพความจริงในแบบไหน ในแบบที่ทุกฝ่ายเคารพต่อเนื้อหา หรือเคารพว่าใครมีอำนาจในการกำหนดความจริง (ซึ่งอำนาจนั้นก็กลายเป็นความจริงไปด้วย และสำคัญกว่าเรื่องราวที่ถูกกำหนดด้วย)

 ผมเคยนึกว่า สังคมไทยนั้นเหมือนจะมีการพัฒนาขึ้นแล้ว ในแง่ที่ว่าทุกๆ ฝ่ายยอมรับในสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากขึ้น สังคมของเราเพียงแต่ขาดความยุติธรรม แต่วันนี้มานึกๆ ดูแล้ว ถ้าเรายังขาดความจริง เราคงไปไม่ถึงความยุติธรรม และขณะเดียวกัน ถ้าเรามีเสรีภาพจริงๆ เราคงจะสามารถนำเอาเสรีภาพของเราค้นหาความจริงได้

 สังคมเราจะเรียกร้องความเป็นธรรม และความดีได้อย่างไร เมื่อเราไม่สามารถค้นหาความจริงได้ เรามีเรื่องอีกมากมายที่เราต้องการการยืนยันว่าจริง ไม่ว่าจะจริงในความหมายว่าจริงด้วยการพิสูจน์ด้วยประสาทสัมผัส จริงด้วยเรื่องความดีงาม และจริงด้วยความจริงใจ

 เขียนมายืดยาวก็ด้วยรำคาญกระแสการทำนายว่า สังคมไทยปีหน้าจะเป็นอย่างไร จะแตกแยกกว่านี้ไหม เพราะเรื่องที่สำคัญไม่ใช่เรื่องการทำนาย แต่เป็นเรื่องที่ว่าสังคมที่ผ่านมานั้นห่างไกลจากเรื่องของความจริงออกไปทุกที เห็นจะมีความจริงอยู่ชุดเดียวที่ว่า ใครมีอำนาจก็กำหนดความจริง

 ขอความจริงก่อนความดีสักปีได้ไหมครับ?