ข่าว

ทักษิณ-ฮุน เซน : คู่ป่วนแห่งปี

ทักษิณ-ฮุน เซน : คู่ป่วนแห่งปี

30 ธ.ค. 2552

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตลอดปีที่ผ่านมา บุคคลที่สร้างความปั่นป่วนในประเทศมากที่สุด หนีไม่พ้นชายชื่อ ทักษิณ ชินวัตร

 แม้เจ้าตัวจะระเหเร่ร่อนอยู่ต่างแดน หลังตกเป็นนักโทษหนีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินถนนรัชดาภิเษก แต่กลับระดมสรรพกำลังที่มีอยู่ ช่วงชิงพื้นที่สื่อ เคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่องมาตลอด

 เราได้เห็นข่าวคราวความเคลื่อนไหวของ ทักษิณ ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะทั้งในดูไบ ในกัมพูชา การพยายามต่อสายเข้ามายังสถานที่จัดชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง แม้กระทั่งในงานชุมนุมใหญ่เสื้อแดงที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ก็โผล่มาในรูปแบบวิดีโอลิงก์ การโพสต์ข้อความผ่านเว็บทวิตเตอร์ การจัดรายการทอล์ก อะราวด์ เดอะ เวิลด์ ทุกวันอังคาร สารพัดวิธีการเพื่อไม่ให้ตัวเองตกกระแส

 ไม่เว้นแม้แต่ความพยายามสร้างภาพให้ตัวเองเป็น "ฮีโร่" ด้วยการช่วยเหลือ "ศิวรักษ์ ชุติพงษ์" ที่ถูกทางการกัมพูชาจับกุมฐานเป็นสปาย ฉกตารางการบินของทักษิณและสมเด็จฮุน เซน จนถูกศาลเขมรตัดสินจำคุก 7 ปี

 ระหว่างที่ ศิวรักษ์ ต้องถูกจองจำในคุกเขมร ทักษิณ ก็ต่อสายหาเพื่อนรักอย่าง "ฮุน เซน" ให้ช่วยยื่นเรื่องต่อสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี กษัตริย์กัมพูชา เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ จนกระทั่ง "ศิวรักษ์" ได้รับการปล่อยตัวมาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่ในวันก่อนปล่อยตัว ทักษิณ ก็โผล่เข้าไปเยี่ยม วางท่าราวกับพนักงานสืบสวนสอบสวน ถามหาคนบงการสั่งฉกตารางบิน

 แต่ดูเหมือนความพยายามจะยกบทบาทให้ "ทักษิณ" เป็นฮีโร่ กลับถูกมองภาพเป็น "ผู้ร้าย" เสียเอง เมื่อผลโพลล์สำรวจความคิดเห็นของประชาชน พบว่า ประชาชนมองเรื่องที่เกิดขึ้นว่าเป็นเกมการเมือง แถมผลสำรวจยังพบด้วยว่า คนไทยอยากขอของขวัญจากทักษิณ ด้วยการหยุดทำร้ายชาติและให้กลับมาสู้คดี

 การพยายามสร้างความปั่นป่วนในบ้านเมืองยังไม่หยุด เมื่อ จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ออกมาปูดแผนลอบสังหารทักษิณ แถมยังนำเอกสารลับของกระทรวงการต่างประเทศ ที่วิเคราะห์การดำเนินการของประเทศกัมพูชา ทั้งที่เป็นเอกสารที่ตีตรา "ลับมาก" ออกมาเปิดเผย จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำตัวเสมือนเป็นจารชน ส่งข้อมูลที่เป็นความลับให้กัมพูชาได้ล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของฝ่ายไทย ทำเอากระทรวงการต่างประเทศเต้นเป็นเจ้าเข้า สั่งตั้งกรรมการสอบหาตัว "หนอนบ่อนไส้" ที่เอาความลับชาติมาขาย

 ขณะที่ทักษิณเองก็ใช้เว็บไซต์ทวิตเตอร์เข้ามาโพสต์ข้อความ ยืนยันว่ามีการวางแผนเอาชีวิตตัวเองจากรัฐบาล

 "เขาเอาจริงเอาจังถึงขั้นจะเอาชีวิตผมและแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม" หนึ่งในจำนวนข้อความที่ ทักษิณ ทวิตตอบบรรดาสมาชิกที่เข้ามาสอบถามข่าวคราว

 นอกจากนี้กลุ่มเสื้อแดงยังเตรียม "เปิดฉากรบครั้งสุดท้าย" ในเดือนมกราคม หวังเผด็จศึกชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หลังพยายามยื่นเงื่อนไขกดดันให้รัฐบาลยุบสภา-เลือกตั้งใหม่ แต่ไม่เป็นผล

 ปีวัวบ้าใกล้จะผ่านพ้นไป ปีเสือไฟกำลังใกล้เข้ามา คงต้องเรียกร้องว่า อย่าให้เหตุการณ์ซ้ำรอยเกิดขึ้นอีก เพราะเลือดคนไทยไม่ควรจะนองแผ่นดิน เหมือนเมื่อครั้งเหตุการณ์เมษาเลือดที่ผ่านมาอีก

 ส่วนอีกหนึ่งคนที่สร้างความปั่นป่วนให้แก่ การเมืองระดับประเทศ ย่อมหนีไม่พ้นคู่ซี้อย่าง "สมเด็จฮุน เซน" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่จับมือกับ ทักษิณ โจมตีประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการยืมมือ ทักษิณ ต่อรองกับประเทศไทยในข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหาร ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาต้องการนำพื้นที่จุดขัดแย้งนี้ มาเป็นองค์ประกอบของตัวปราสาทพระวิหาร และต้องการบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทโดยลำพัง ไม่ต้องการร่วมกับไทย ส่งผลให้ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดมาตลอด

 จนรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อภิสิทธิ์ ตกอยู่ในสภาพ "ไม่ไหวจะเคลียร์"

 เริ่มตั้งแต่การแต่งตั้ง ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชาและที่ปรึกษาส่วนตัวของ นายกฯ กัมพูชา ทั้งที่ ทักษิณ อยู่ในสภาพนักโทษหนีคดีที่ไทยต้องการตัวถือเป็นการ "ตบหน้า" รัฐบาลไทยฉาดใหญ่

 ขณะที่ไทยก็ตอบโต้ด้วยการเรียกตัวเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญกลับประเทศ ส่วนกัมพูชาก็ตอบโต้กลับมาแบบเดียวกัน

 ล่าสุด "ฮุน เซน" ยังรับลูก ทักษิณ ที่ออกมาปูดเรื่องเอกสารลับกระทรวงการต่างประเทศ โดยกล่าวหารัฐบาลอภิสิทธิ์มีแผนที่จะทำปฏิวัติข้ามชาติในกัมพูชา

 ก่อนหน้านี้ก็ขย่มรัฐบาลไทยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะไม่เป็นไปตามปกติจนกว่ารัฐบาลไทยชุดปัจจุบันจะพ้นจากอำนาจ

 แต่ดูเหมือนครั้งนี้รัฐบาลไทยไม่ได้ให้ราคากับเรื่องนี้เท่าใดนัก เห็นได้จากบทสัมภาษณ์ของ นายกฯ อภิสิทธิ์ ที่บอกว่า ไม่จำเป็นที่ไทยต้องชี้แจงเพราะไม่ใช่ความจริง

 ทั้ง ทักษิณ และ ฮุน เซน ต่างยืมมือซึ่งกันและกัน สร้างความปั่นป่วน ปลุกลัทธิคลั่งชาติให้เกิดขึ้น กลายเป็นคู่ป่วนแห่งปี สร้างความปั่นป่วนให้แก่สองแผ่นดิน

 น่าเสียดายว่าคนหนึ่งใช้อคติของตัวเองทำร้ายทำลายประเทศให้ตกอยู่ในสภาพขัดแย้ง แบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ขณะที่อีกคนก็ใช้การเมืองระหว่างประเทศสร้างความนิยมให้ตัวเอง ปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นอย่างไม่รู้จบ

 ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกฝ่ายจะหันหน้าเข้าหากัน ยึดมั่นในพระราชดำรัส เพื่อช่วยกันปกป้องผืนแผ่นดินไม่ให้ใครเข้ามาสร้างความวุ่นวายปั่นป่วน ยุแยงให้เกิดความแตกแยกขึ้นได้อีก!!!

 สิตารมย์ ปิยะลาภา