
มาตรฐานอภิสิทธิ์
พรรคประชาธิปัตย์ต้องสังเวยรัฐมนตรีไปสองคนแล้ว จาก "มาตรฐานอภิสิทธิ์" ที่เป็นผลจากการวางกฎเหล็ก 9 ข้อ
โดยเฉพาะข้อ 2 ที่ว่า รัฐมนตรีต้องยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด
และข้อ 9 ที่ว่าความรับผิดชอบทางการเมือง มีมาตรฐานสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย
"วิทยา แก้วภราดัย" จึงต้องตัดสินใจทางการเมือง เพื่อไม่ให้ตนเองต้องเป็นภาระของนายกรัฐมนตรีตามที่ลั่นวาจาเอาไว้ ด้วยการลาออกจากตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ภายใน 24 ชั่วโมง
"หลักฐานบอกว่าผมบกพร่อง ไม่ได้ระบุว่าผมมีการทุจริต หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องพิสูจน์ โดยจะยื่นเรื่องให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง เพื่อให้เรื่องทั้งหมดกระจ่าง เพราะว่าผลสรุปพบว่าเป็นการเตรียมทุจริต ผมโดนข้อหาบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่จึงต้องแสดงความรับผิดชอบ"
เป็นความจริงที่ว่าข้อกล่าวหาที่มีถึงตัว "วิทยา" ไม่ใช่ประเด็นที่พัวพันกับการทุจริต เมื่อเทียบเคียงกับ "มานิต นพอมรบดี" รมช.สาธารณสุข จากพรรคภูมิใจไทย ที่ผลสอบถึงกับตั้งสมมติฐานด้วยซ้ำไปว่าอาจมีส่วนพัวพันกับการฮั้วรถพยาบาล
แต่เหตุผลของคณะกรรมการก็คือ "วิทยา" ในฐานะผู้บริหารสูงสุดไม่อาจปัดความรับผิดชอบในความบกพร่อง และการเปิดช่องทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในกระทรวงสาธารณสุขได้
ฉะนั้นแล้ว "วิทยา" จึงดูจะไม่มีทางเลือกอื่น ในยามที่ทุกสายตาจับจ้องไปที่ "สปิริต" ของนักการเมืองที่ย่อมต้องมีมาตรฐานสูงกว่าคนทั่วไป
และมาตรฐานที่ว่านี้ ก็ย่อมต้องเป็นมาตรฐานทางการเมืองที่อยู่เหนือความรับผิดชอบทางกฎหมายตามกฎเหล็กที่ "อภิสิทธิ์" ได้วางไว้ด้วย
เช่นเดียวกับกรณี "รัฐมนตรีปลากระป๋องเน่า" วิทูรย์ นามบุตร ที่จำต้องไขก๊อกออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยไม่รอช้าเหมือนกัน หลังจากพบว่าถุงยังชีพที่นำไปแจกให้ผู้ประสบอุทกภัยที่ จ.พัทลุง มีปลากระป๋องเน่ารวมอยู่ด้วย
นี่คือ "มาตรฐานอภิสิทธิ์" ที่ค้ำคอรัฐมนตรีประชาธิปัตย์ ให้รักษามาตรฐานและความขลังของกฎเหล็กที่วางไว้
และกรณีของ "วิทยา" สังคมก็คาดหมายการตัดสินใจได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อ "เขา" พูดชัดหลังจาก นพ.บรรลุ ศิริพานิช แถลงผลสอบเสร็จสิ้นว่า...
"...ผมไม่สร้างภาระต่อนายกฯ ครับ"
นั่นเป็นเพราะว่า หาก "วิทยา" ยังดึงดัน โดยยืนกระต่ายขาเดียวว่ายังไม่มีการทุจริตใดๆ เกิดขึ้น และเงินแม้แต่บาทเดียวก็ยังไม่ได้อนุมัติ
กระแสกดดันจะตกอยู่กับ "อภิสิทธิ์" ในทันที พร้อมกับคำถามที่ประเดประดังถึงมาตรฐานทางการเมืองของรัฐมนตรี ซึ่งนั่นจะทำให้ความขลังของกฎเหล็กเสื่อมลง และ "มาตรฐานอภิสิทธิ์" มีปัญหาขึ้นมาทันที
แต่ทว่า...น่าแปลกที่กฎเหล็ก หรือ "มาตรฐานอภิสิทธิ์" กลับใช้บังคับไม่ได้กับรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาล แม้ว่ารัฐมนตรีประชาธิปัตย์จะทำตามาตรฐานเพื่อเป็นการกดดันอยู่ในทีก็ตาม
เพราะหากยังจำกันได้ ก่อนหน้านี้รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย "บุญจง วงศ์ไตรรัตน์" รมช.มหาดไทย ก็โดนข้อหาแจกนามบัตรแนบเงินสงเคราะห์ชาวบ้านเหมือนกัน กระทั่งมีการนำคดีขึ้นสู่ ป.ป.ช.
ทั้งๆ ที่ห้วงเวลาดังกล่าวได้เกิดกรณี "ปลากระป๋องเน่า" เป็นบรรทัดฐานกดดันอยู่แล้ว แต่มติพรรคภูมิใจไทยกลับให้ "บุญจง" นั่งอยู่ในตำแหน่งต่อ โดยอ้างว่าจะรอผลถึงที่สุดของ ป.ป.ช.
แต่ "เดชะบุญ" ที่ ป.ป.ช.ตัดสินให้รอดจากข้อกล่าวหา "บุญจง" จึงคุยได้ว่ามีความชอบธรรมที่จะนั่งในตำแหน่งต่อไปได้
ขณะเดียวกันก็มีข้อน่าสังเกตว่ากฎเหล็กข้อที่ 9 ของ "อภิสิทธิ์" ได้ถูกท้าทายไปครั้งหนึ่งแล้ว
มาถึงครั้งนี้ก็เช่นกัน "มานิต" ดูท่าจะอาการหนักกว่า "วิทยา" อยู่มาก เพราะผลสอบระบุชัดถึงความไม่ปกติในพฤติกรรมของเขา โดยเฉพาะที่ระบุว่า ...
"...ไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง และไม่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แต่กลับมีพฤติกรรมก้าวก่าย ล้วงลูก กดดัน ให้มีการจัดสรรเงินเกินจำเป็นลงพื้นที่ของตน รวมทั้งน่าเชื่อว่า อาจพัวพันเรื่องการฮั้วรถพยาบาล"
ฉะนั้นเมื่อดูจากพฤติการณ์ความผิดของ "มานิต" ในครั้งนี้แล้ว อาจมีความต่างจากของ "บุญจง" อยู่มาก ด้วยเพราะเป็นกรณีคาบเกี่ยวกับการทุจริต
แต่แน่นอนว่า "มานิต" ก็แถด้วยการบอกว่าความผิดยังไม่เกิด และข้อกล่าวหาเรื่องการตระเตรียมการก็อาจฟังไม่ขึ้น
ดังนั้นงานนี้จึงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าในการแถลงข่าวของ "มานิต" วันนี้ (30 ธ.ค.) และภายในวันสองวันนี้ พรรคภูมิใจไทยจะกล้าสร้างมาตรฐานที่เหนือความคาดหมายของสังคมหรือไม่
แต่กระนั้นก็มีประเด็นที่น่าตั้งข้อสังเกตว่า "มานิต" นั้น ถือเป็นรัฐมนตรีในโควตากลุ่มมัชฌิมาของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งโดยหลักการแล้ว เนวิน ชิดชอบ จะไม่เข้าไปก้าวก่าย โดยยกให้เป็นอำนาจการตัดสินใจของกลุ่มมัชฌิมา
แต่ก็มีแนวโน้มสูงว่า "สมศักดิ์" อาจตัดสินใจเปลี่ยนตัว "มานิต" ซึ่งกระแสสังคมไม่ตอบรับแล้วออกไป เพื่อควานหารัฐมนตรีหน้าใหม่เข้ามากินตำแหน่งต่อ
หากเป็นไปตามสูตรนี้จริง ก็จะตรงกับสูตรปรับ ครม.ต้นปีหน้า 3 ตำแหน่งอย่างที่ "อภิสิทธิ์" บอกใบ้ไว้ล่วงหน้า
โต๊ะข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น



