ข่าว

คลังคลอดกฎห้ามซี9เล่นหุ้น-รับงานเอื้อประโยชน์

คลังคลอดกฎห้ามซี9เล่นหุ้น-รับงานเอื้อประโยชน์

30 ธ.ค. 2552

คลังเตรียมออกระเบียบห้ามข้าราชการระดับรองอธิบดีขึ้นไป หรือผู้แทนกระทรวงการคลังเล่นหุ้น หรือรับงานในบริษัทที่เป็นผู้กำกับดูแล หวังช่วยสร้างระบบธรรมาภิบาลในกระทรวงเป็นการนำร่อง

 น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร.ได้เสนอให้นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาระเบียบว่าด้วยจรรยาบรรณและว่าด้วยการขัดกันในผลประโยชน์ของข้าราชการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรมว.คลังที่ต้องการสร้างบรรทัดฐานด้านธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในกระทรวง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ เนื่องจากกระทรวงการคลังถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีข้อมูลด้านเศรษฐกิจจำนวนมาก หากข้าราชการนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ก็จะทำให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน

 ทั้งนี้ ตามร่างระเบียบดังกล่าว จะกำหนดห้ามข้าราชการตั้งแต่ระดับรองอธิบดีขึ้นไปหรือระดับซี 9  รับงานอื่น ซึ่งเป็นงานที่ตนเองเป็นผู้กำกับดูแล เช่น เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาในกิจการที่กำกับดูแลด้านนโยบาย รวมถึงห้ามซื้อหุ้นในบริษัทที่ตัวเองมีอำนาจรับผิดชอบ เช่น เป็นกรรมการแล้วเข้าไปซื้อหุ้นในบริษัทนั้น หากสงสัยว่าการกระทำของตนจะเข้าข่ายขัดกันด้านผลประโยชน์ตามระเบียบ จรรยาบรรณนี้ ให้ข้าราชการชี้แจงรายละเอียด หรือ declare ต่อผู้บริหารกระทรวง ซึ่งในที่นี้หมายถึงปลัดกระทรวงการคลัง

 “หลักของระเบียบนี้ จะห้ามข้าราชการที่มีตำแหน่งตั้งแต่รองอธิบดีขึ้นไป หรือกรรมการที่เป็นผู้แทนกระทรวงการคลังรับงานที่เกี่ยวข้องกับงานที่ตัวเองกำกับ เช่น รับเป็นที่ปรึกษาด้านภาษีในบริษัทต่างๆ เพราะถือว่า มีอำนาจในการประเมินภาษี หรือกรณีซื้อขายหุ้น ก็ห้ามไม่ให้ซื้อหุ้นในบริษัทที่ตัวเองมีอำนาจในการจัดการ เป็นต้น” น.ส.สุภา กล่าวและว่า ตามระเบียบนี้ ได้ระบุว่าข้าราชการจะต้องอุทิศเวลาให้งานในราชการ เว้นแต่ผู้บริหารระดับสูงได้ส่งให้ไปทำงานอื่นนอกจากงานประจำ ซึ่งระเบียบนี้ไม่ได้ห้ามข้าราชการของกระทรวงทำงานอื่นนอกเหนือจากงานในราชการแต่หากต้องการทำงานอื่น จะต้องรายงานให้ผู้บริหารทราบ ขณะเดียวกัน ก็ห้ามไม่ให้ผู้บริหารหรือครอบครัวทำธุรกิจที่เป็นคู่สัญญากับรัฐ
 
 สำหรับตนนั้นจะไม่เข้าไปนั่งเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจใดๆ เลย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการประเมินผลงานรัฐวิสาหกิจ เพราะหากเข้าไปเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจใด อาจเกิดข้อครหาว่าการประเมินผลงานของรัฐวิสาหกิจแห่งนั้นไม่มีความเป็นธรรม