ข่าว

ภูเก็ต“เมืองราชทรัพย์”ของแผ่นดิน

ภูเก็ต“เมืองราชทรัพย์”ของแผ่นดิน

29 ธ.ค. 2552

ภูเก็ต เป็นเมืองที่ประกอบขึ้นด้วยความหลากหลาย ทั้งกลุ่มชนซึ่งอยู่ร่วมกันทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิม แม้แต่ชื่อของภูเก็ตเอง นักวิชาการก็เชื่อว่ามาจากภาษามลายูว่า “บูกิ๊ต” (Bukit) ซึ่งแปลว่า “ภูเขา” และกลุ่มชนที่จะหลงลืมไปไม่ได้ก็คือกลุ่มชาวจีนที่เข้ามาตั้งรกร

 ชาวจีนเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเจริญให้เมืองแห่งนี้ด้วยการทำเหมือง “ดีบุก” ในพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ชนิดดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจที่ภูเก็ตมีคหบดีมากมาย สร้างบ้านช่องใหญ่โต อย่างพวกตึกฝรั่งที่เรียกว่า “อั้งม่อเหลา” โดยเป็นสถาปัตยกรรมแบบที่เรียก “ชิโน-โปรตุกีส” อันผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบโปรตุเกสกับศิลปะความงดงามแบบจีน ที่หลงเหลือร่องรอยความรุ่งเรืองอยู่บนถนนสายต่างๆ ในย่านเมืองเก่า

 อั้งม่อเหลาหลังแรกของเมืองภูเก็ตตั้งอยู่บนถนนกระบี่ นั่นคือ “บ้านชินประชา” ของ “พระพิทักษ์ชินประชา” คหบดีชาวจีนซึ่งมีนามเดิมว่า “ตันม่าเสียง” นายเหมืองดีบุกซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานสมัยรัชกาลที่ 5

 นายเหมืองผู้นี้เป็นชาวจีนฮกเกี้ยนที่สร้างความเจริญให้เมืองภูเก็ตอย่างมาก ทั้งแง่เศรษฐกิจการค้า การศึกษา โดยเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนซึ่งได้รับพระราชทานนามจากรัชกาลที่ 6 ว่า “โรงเรียนสตรีตัณฑวณิชวิทยาคม”

 ความจริงแล้ว ดีบุกเป็นสินค้าสำคัญที่สร้างความร่ำรวยให้แก่ภูเก็ตและสยามประเทศมาเป็นเวลาช้านาน ปรากฏหลักฐานในเอกสารโบราณครั้งกรุงศรีอยุธยาซึ่งอนุญาตให้พ่อค้าชาวโปรตุเกส และฮอลันดาเข้ามาสร้างสถานีการค้าด้วยเหตุที่พื้นที่ดังกล่าวเต็มไปด้วยแร่ดีบุก ต่อมาสมัยรัตนโกสินทร์ก็ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองราชทรัพย์ของแผ่นดิน” โดยเฉพาะเมื่อมีพ่อค้าชาวจีนซึ่งเข้ามาทำธุรกิจเหมืองแร่อย่างจริงจัง

 “ภูเก็ต” จึงถือเป็นเมืองที่มีสีสันที่สุดแห่งหนึ่ง ไม่เพียงแต่ในแง่ของการท่องเที่ยว แต่หมายรวมถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่น่าสนใจไม่แพ้แสงสีของแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนหรือหาดทรายขาวนวลตัดกับท้องฟ้าสีครามในเวลากลางวัน
         -------