ข่าว

สุริยะใสแนะรมต.คนอื่นเอา"วิทยา"เป็นแบบอย่าง

สุริยะใสแนะรมต.คนอื่นเอา"วิทยา"เป็นแบบอย่าง

29 ธ.ค. 2552

สุริยะใส ชื่นชมสปิริต "วิทยา" เป็นแบบอย่างขั้นสูง แนะ รมต.คนอื่นเอาแบบอย่าง พร้อมจี้ ครม. อย่าใช้วิทยาเป็นเหยื่อฟอกความล้มเหลวในการปราบปรามคอรัปชั่น ชี้ช่องนายกฯ ถือโอกาสปรับ ครม. ทั้งคณะ สธ.เตรียมทำสมุดปกขาวชี้แจงและขอพบอภิสิทธิ์

 นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ (กมม.) กล่าวถึง การลาออกของนายวิทยา แก้วภราดรัย ว่าการประกาศลาออกจากตำแหน่ง รมว.กระทรวงสาธารณสุข ของนายวิทยา แก้วภราดัย จากกรณีที่ผลสอบของ นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่ามีความไม่ชอบมาพากลของโครงการไทยเข้มแข็งส่อไม่สุจริตนั้น ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองที่ต้องชื่นชม เป็นมาตรฐานที่ค่อนข้างสูงของการเมืองไทย แม้ผลสอบจะยังไปไม่ถึง ตัวนายวิทยา โดยตรงแต่ในฐานะที่เป็นเจ้ากระทรวงก็ตัดสินใจลาออก ถือเป็นสปิริตทางการเมืองที่การเมืองไทยขาดแคลนมานาน หากกฎเหล็ก 9 ข้อของท่านนายกฯ มีรูปธรรมแบบนี้จะสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนได้มากขึ้น โดยเฉพาะในสภาวะที่การเมืองยังเต็มไปด้วยปัญหาคอรัปชั่น

 จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ที่นายวิทยา แก้วภราดัย ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบฯ ชุดนี้ด้วยตัวเอง ก็ถือเป็นเรื่องที่ชมเชยอยู่แล้ว และเมื่อมีผลสอบออกมาก็ยังเคารพผลสอบไม่แทรกแซง ถือเป็นแบบอย่างที่ รมว.เจ้ากระทรวงอื่นควรเอาเป็นแบบอย่างเพื่อแก้ปัญหาความไม่ชอบมาพากลในแต่ละกระทรวง อย่าให้การลาออกของนายวิทยา เป็นเพียงเหยื่อ เพื่อปลดเปลื้องภาพลักษณ์ของความล้มเหลวในการปราบปรามปัญหาคอรัปชั่นของรัฐบาล หรือเป็นเพียงผงซักฟอกชำระล้าง รมต.อีกหลายๆ คนที่สังคมเคลือบแคลงในการใช้อำนาจมิชอบ

 พรรคการเมืองใหม่อยากให้ท่านนายกฯ นำกรณีการลาออกของนายวิทยา แก้วภราดรัย เป็นหลักปฏิบัติกับกระทรวงอื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม กระทรวงพานิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงกลาโหม ฯลฯ ที่มีข่าวคราวเรื่องความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณของรัฐ โดยเฉพาะงบประมาณไทยเข้มแข็ง ที่ประชาชนคนไทยกังวลว่าจะไม่ถึงมือประชาชนเต็มเม็ดเต็มหน่วย

 และนายกฯ ควรใช้โอกาสนี้ในการปรับ ครม. ทั้งคณะและปรับวิธีการทำงานเพื่อสร้างหลักประกันว่ารัฐบาลชุดนี้จะบริหารประเทศอย่างโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล โดยเฉพาะรัฐบาลชุดนี้มีโครงการเมกะโปรเจค์กันเกือบทุกกระทรวงจากโครงการไทยเข้มแข็ง

สธ.เตรียมทำสมุดปกขาวชี้แจงและขอพบอภิสิทธิ์

 ที่กระทรวงสาธารณสุข  นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เปิดแถลงข่าว “ข้อเท็จจริงโครงการไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข” ภายหลังจากที่คณะกรรมการชุดตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็งที่มี นพ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธาน สรุปว่าโครงการมีปัญหาการจัดทำงบประมาณ นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า โครงการไทยเข้มแข็งเป็นโครงการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกระทรวงสาธารณสุขที่ขาดการพัฒนามากว่า 10 ปีแล้ว โดยเป็นโครงการที่พัฒนาในทุกระดับ ทั้งโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป รวมถึงบุคลากรการแพทย์ซึ่งกระบวนการจัดทำโครงการจะให้พื้นที่เป็นผู้เสนอจัดซื้อจัดจ้างขึ้นมาผ่านจังหวัด และส่งมายังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อส่งต่อไปยังสำนักงบประมาณ ก่อนเข้า ครม.เพื่อขออนุมัติวงเงิน

 ทั้งนี้จำนวนครุภัณฑ์และก่อสร้างในโครงการที่มีถึง 7,000 รายการ ด้วยงบประมาณ 86,000 ล้านนั้น ที่เป็นปัญหามีไม่ถึง 10 รายการ และทันทีเมื่อเกิดปัญหาขึ้น นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข และตนได้สั่งให้ชะโครงการทันทีเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ให้ จึงขอยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่การก่อหนี้ผูกพัน หรือจัดซื้อแม้แต่รายการเดียว และเมื่อคณะกรรมการชุด นพ.บรรลุ มีความเห็นมาก็ขอน้อมรับรายละเอียดทั้งหมดเพื่อมาทบทวนและปรับปรุง

 นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า สำหรับผลสรุปการตรวจสอบที่ระบุว่า ตนไม่สามารถปัดความรับผิดชอบได้ในฐานะที่เป็นรองปลัดกระทรวงดูแลสำนักบริหารสาธารณสุขส่วนภูมิภาค (สบภ.) ได้นั้น ขอชี้แจงว่า ในขณะที่ตนเป็นรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแล สบภ.ที่เป็นหน่วยงานจัดเสนอรายการครุภัณฑ์และก่อสร้างจากพื้นที่นั้น ต้องเรียนว่าโครงการไทยเข้มแข็งเป็นโครงการที่ต่อยอดมาจากโครงการเมกะโปรเจค ไม่ได้มีการจัดทำใหม่ เพราะการจัดทำโครงการขนาดใหญ่นี้ใหม่ทั้งหมดจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน-1 ปี ซึ่งจะไม่ทันกับเวลาที่ทางรัฐบาลกำหนดในการเร่งรัดใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงก็ไม่ต่างจากตำแหน่งรองอธิบดี ขึ้นอยู่กับปลัดกระทรวงว่าจะมีการมอบหมายงานให้กับรองปลัดคนใดเพื่อดำเนินการโครงการนี้เป็นพิเศษหรือไม่ด้วย

 “ผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมการฯ ที่บอกว่าผมไม่มีการทุจริตอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมาผมทำงานด้วยความตั้งใจ เรื่องทุจริตไม่มีแน่ เพราะหากมีคงไม่สามารถมานั่งถึงจุดนี้ได้ ซึ่งทันทีที่เกิดปัญหาขึ้นก็ได้มีคำสั่งชะลอโครงการ โดยมีหนังสือเวียนไปทั่วประเทศ” นพ.ไพจิตร์ กล่าว และว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ก็เพื่อชี้แจงเพราะตนต้องรักษาเกียรติ์และศักดิ์ศรีของตน และให้ความเป็นธรรมแก่ข้าราชการที่ถูกพาดพิง

 นพ.ไพจิตร์ กล่าวต่อว่า จากปัญหาโครงการไทยเข้มแข็งที่เกิดขึ้น สร้างผลกระทบต่อกระทรวงสาธารณสุขอย่างมาก ตนจึงได้จัดทำสมุดปกขาว โดยมีการทำไว้ก่อนหน้านี้ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งตนและข้าราชการขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อชี้แจงโครงการไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข โดยจะนำสมุดปกขาวไปด้วย

 นพ.เรวัติ วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในส่วนกรมการแพทย์ถือเป็นกรมที่เก่าแก่ที่สุดในกระทรวงสาธารณสุข มีวัฒนธรรมที่ชัดเจนในการจัดทำงบประมาณ ซึ่งในการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ส่วนใหญ่เป็นจะเป็นเครื่องมือเฉพาะทาง และทั้งหมดจะจัดซื้อจัดจ้างได้ต้องได้รับการเสนอจากผู้ใช้ คือ ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งกรมการแพทย์หรือผู้บริหารไม่สามารถทำรายการจัดซื้อเองได้ โดยเฉพาะเครื่องมือแพทย์ที่แพทย์ไม่ใช้ และหากทำเช่นนั้นแพทย์ก็จะไม่ยอมและหันมาเล่นงานอธิบดีได้ หลักการเป็นแบบนี้มานานแล้ว นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการและรองอธิบดีกำกับดูแลการจัดซื้อให้โปร่งใสและสุจริต ดังนั้นจึงไม่คาดว่า ผลการสอบที่สรุปจะเกี่ยวข้อมาถึงตนได้

 ทั้งนี้ขอชี้แจงว่า กรมการแพทย์ขาดงบลงทุนพัฒนาระบบบริการโรคเฉพาะทางมาเป็นเวลานาน ซึ่งเครื่องมือบางชิ้นในโรงพยาบาล เช่น สถาบันมะเร็ง แถบจะนำเข้าไปไว้ในพิพิธภัณฑ์ได้แล้ว ดังนั้นจึงได้เสนอจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ใหม่ที่นอกจากเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาให้กับประชาชนแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางในการถ่ายถอดเทคโนโลยีให้กับโรงพยาบาลในส่วนภูมิภาค เรียกว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน หากรายการครุภัณฑ์ที่เสนอไป ไม่ผ่าน ไม่จัดซื้อก็ไม่เป็นไร เพราะผู้เสียประโยชน์คือประชาชน

 นพ.เรวัติ กล่าวว่า ส่วนที่มีการระบุว่าราคาจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้างมีราคาสูงเกินปกติไปนั้น เรื่องนี้ผู้เสนอจัดซื้อให้คำตอบได้ในราคาครุภัณฑ์ที่แตกต่าง เช่นเดียวกับรถยนต์ที่มีหลายราคา แต่ก็สามารถวิ่งได้เหมือนกัน โดยตนนอกจากเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการฯ เองแล้ว ยังได้ให้รองอธิบดีกรมการแพทย์เข้าให้ข้อมูลนานกว่า 3 ช.ม. ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งอีก 5 ช.ม. และผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ อีก และหลังการให้ข้อมูลยังไปกินข้าวกับคณะกรรมการฯ และทางคณะกรรมการฯ ยังบอกว่า ข้อมูลที่ได้รับมาดีมากและเห็นว่าครุภัณฑ์ดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็น ไม่พบอะไรไม่สุจริต แต่กลับมีการแถลงผลสรุปว่าตนเกี่ยวข้อง ทั้งๆ ที่ตนคิดว่าคณะกรรมการเข้าใจแล้วแต่กลับไม่เข้าใจ เช่นเดียวกับการเสนอก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลราชวิถีที่ปัจจุบันมีประชาชนใช้บริการวันละ 4,000 คน ทำให้โรงพยาบาลแออัดอย่างมาก หากไม่ให้ก่อสร้างก็ไม่เป็นไร แต่ประชาชนจะเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน

 “การจัดซื้อครุภัณฑ์และก่อสร้างของกรมการแพทย์ ยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้มีการกระทำใดๆ ที่ไม่สุจริตเลย จึงไม่เป็นธรรมที่มีการสรุปว่ามีการส่อทุจริต” นพ.เรวัติ กล่าว และว่า สำหรับเมื่อวานที่ตนระบุว่าอาจฟ้องกลับนั้น ในวันนี้ผมขออโหสิกรรม พร้อมแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้กับผู้ไม่ประสงค์ดี ซึ่งผมเคยได้รับการสั่งสอนเทศนาจากพระอาจารย์ว่า สัตว์โลกต้องเป็นไปตามกรรม สิ่งใดที่คิดไปแล้ว พูดไปแล้ว ทำไปแล้ว ทำให้เกิดความขัดแย้งและให้ร้ายต่อผู้อื่น เป็นสิ่งที่ไม่ควรคิด ไม่ควรพูด และไม่ควรทำ และขออโหสิกรรมสำหรับผู้ที่พูดให้ร้ายแก่ผู้บริสุทธิ์ทุกคน

 ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (สนย.) กล่าวว่า การผลสรุปชัดเจนว่า ไม่มีการทุจริตเกิดขึ้น แต่เป็นความบกพร่องในหน้าที่ ซึ่งในฐานะผู้อำนวยการ สนย. ต้องรับผิดชอบดำเนินการโครงการไทยเข้มแข็ง วันแรกที่ตนไปนำเสนอโครงการเพื่อของบประมาณ 87,000 ต่อรัฐบาลในสมัยที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และผ่านความเห็นชอบก็คิดว่าตนเองเป็นฮีโร่ ที่ทำให้กระทรวงการคลังเห็นชอบและอนุมัติได้ เพราะจะสามารถแก้ไขปัญหาขาดแคลนครุภัณฑ์ทางการแพทย์และสิ่งใครก่อสร้างในระบบการรักษาพยาบาลได้ ทั้งนี้ขอชี้แจงว่าหลักการจัดทำโครงการไทยเข้มแข็งนี้ สนย. ไม่ได้เป็นผู้จัดทำรายละเอียดรายการครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง จะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ โดย สนย.ทำหน้าที่เพียงแค่หน่วยงานที่รวบรวมรายการเพื่อนำเสนอต่อสู้เพื่อให้ได้งบประมาณมาเท่านั้น จึงไม่รู้ว่าครุภัณฑ์ชิ้นไหนราคาแพงอย่างไร จึงอยากชี้แจงให้สังคมเข้าใจ

 “ขอเอาคำพระมาพูด สัจจัง เว อมตะ วาจา เพราะว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย เรื่องนี้ต้นทุนทางสังคมใครจะสูงจะมากกว่าใครไม่เป็นไร แต่ต้นทุนผมและปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่าไม่เคยด่างพร้อย ทุกคำพูดเป็นความจริงทั้งหมด” นพ.ศุกกิจ กล่าวว่า

 ขณะที่ นพ.จักกฤษณ์ ภูมิสวัสด์ ผู้ตรวจราชการเขต 6 กล่าวว่า ในฐานะรับพื้นที่เขต 6 ซึ่งดูแลภาคใต้ หลังจากที่มีข่าวโครงการไทยเข้มแข็ง ก็มีการจับตาการจัดสรรงบประมาณ จ.สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราชว่าเป็นพื้นที่ซึ่งได้รับงบประมาณจำนวนมาก ขอชี้แจงว่า ที่ผ่านมาพื้นที่ภาคใต้ได้รับงบประมาณเพื่อพัฒนาโรงพยาบาลน้อยมาก ซึ่งที่ จ.นครศรีธรรมราชมีโรงพยาบาลมหาราชนครสีธรรมราชที่ก่อตั้งขึ้นพร้อมกับโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช แต่ครั้งหลังสุดที่ได้รับงบประมาณปรับปรุงคือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว จากงบกองสลาก ในขณะนี้โรงพยาบาลนครราชสีมามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังต้องรับดูแลผู้ป่วยถึง 2,000 คนต่อวัน ดังนั้นเมื่อรัฐบาลเปิดช่องทางให้ จึงมีการของบประมาณเพื่อปรับปรุงบริการและก่อสร้างเต็มที่ ซึ่งทั้งหมดเป็นการร้องขอจากโรงพยาบาลและพื้นที่ ส่วนกรณีการจัดซื้อเครื่องยูวีแฟนนั้น ที่มีการระบุว่า มีการเสนอขอในราคาสูงถึง 90,000 บาทนั้น ขอเรียนว่า รายการและราคาทางสถานบริการเป็นผู้นำเสนอขึ้นมา อีกทั้งในขณะนั้นเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัด 2009 ซึ่งตนเป็นว่ามีประโยชน์ในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อในโรงพยาบาล

 นพ.จักกฤษณ์ กล่าวว่า ส่วนการจัดซื้อรถตู้ที่ระบุว่าเป็นการจัดซื้อเพื่อใช้รับส่งดูแล รมว.สาธารณสุขนั้น ขอชี้แจงว่า การจัดซื้อรถตู้ดังกล่าว เป็นการจัดซื้อไว้เป็นส่วนกลาง ซึ่งที่ผ่านมาเรามีปัญหาการใช้รถอย่างมากในปฏิบัติงานในหน้าที่ จึงอยากได้รถสักคัน และขอรถที่มีสมรรถนะที่ดีสามารถวิ่งในพื้นที่ได้ ไม่เกี่ยวกับ รมว.สาธารณสุขหรือมีการบีบบังคับให้จัดซื้อแต่อย่างใด

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแถลงข่าว นพ.ไพจิตร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้เข้าพบ รมว.สาธารณสุข พร้อมมอบแจกันดอกไม้เพื่อให้กำลังใจ โดย นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ในฐานะข้าราชการประจำต่างไม่สบายใจเมื่อทราบข่าวว่า รมว.สาธารณสุขได้ประกาศลาออก ทั้งๆ ที่สุจริต ซึ่งพวกเราต่างภาคภูมิใจ เพราะจากการทำงานในกระทรวงสาธารณสุข 1 ปี เป็นที่ประจักษ์ถึงการทำงาน ความเมตตา และความเป็นธรรม เมื่อทราบข่าวก็อยากมาให้กำลังใจ เข้าใจว่าแม้ว่าจะลาออกจากกระทรวงไปแล้ว แต่ยังคงทำงานการเมือง ซึ่งพวกเราก็พร้อมที่จะสนับสนุนคนที่ทำงานเพื่อประโยชน์ประชาชนต่อไป

 ด้าน นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า จะรอหลังปีใหม่ก่อนถึงตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อในทางเมือง เนื่องจากขณะนี้ยังมีภารกิจที่ต้องดูแลในกระทรวงสาธารณสุข เช่น ปัญหาอุบัติเหตุ จึงต้องทำงานต่อไปก่อน อย่างไรก็ตามตนได้รายงานต่อนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งไม่ได้ว่าเพราะมีคำชี้แจงอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้คงจะมีการพูดคุยกันในพรรคในเย็นวันนี้ ส่วนที่นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ประกาศลาออกจากตำแหน่งนั้น ก็ไม่ได้ทำให้ตนรู้สึกกดดันมากขึ้น ซึ่งตนได้หารือกับนายวิทยาแล้วเช้านี้ โดยนายวิทยาได้มอบหมายงานให้ตนทำงานในช่วงปีใหม่ไปก่อน