ข่าว

"ปชป." แจงยิบ "อภิสิทธิ์" ไม่ได้ทำผิดกรณีชุมนุม 53 (คลิป)

"ปชป." แจงยิบ "อภิสิทธิ์" ไม่ได้ทำผิดกรณีชุมนุม 53 (คลิป)

17 พ.ค. 2563

"ปชป." แจงยิบ "อภิสิทธิ์" ไม่ได้ทำผิดกรณีชุมนุม 53 เป็นการสร้างวาทะกรรมเพื่อทำลาย"อภิสิทธิ์" ทั้งที่ ป.ป.ช.และศาล ได้ชี้แล้วว่าไม่ได้ทำผิด

          เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2563 นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีการกล่าวพาดพิงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคฯ เรื่องการสลายการชุมนุมทำให้คนเสียชีวิตว่า บุคคลกลุ่มที่ออกมากล่าวหาใส่ร้ายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นการสร้างวาทะกรรมเพื่อทำลายนายอภิสิทธิ์ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ทั้งๆที่เรื่องดังกล่าวได้ผ่านการพิสูจน์จากกระบวนการยุติธรรมจนสิ้นกระแสความว่านายอภิสิทธิ์ ไม่ได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา  
 
          หลักฐานจากรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ยืนยันชัดเจนในเรื่องการชุมนุมเมื่อ ปี 2553 การชุมนุมครั้งนั้นเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจน และในบริเวณการชุมนุมดังกล่าวก็มีกลุ่มชายชุดดำแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมมีการใช้อาวุธสงคราม รายงาน
ของ คอป. มีรายละเอียดเป็นจำนวนมากที่ยืนยันข้อเท็จจริงในเรื่องต่างๆ  
 

         แต่ที่อยากจะชี้แจงให้เห็นคือมีข้อเท็จจริงอีกมุมหนึ่งที่สำคัญคือการพิสูจน์ความจริงผ่านกระบวนการยุติธรรม ที่มีการยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ ต่อศาลอาญาในข้อหาเจตนาฆ่าผู้ชุมนุม ได้ร่วมกันก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการใช้ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยต่างๆ เข้าปฏิบัติการผลักดันผู้ชุมนุม สลายการชุมชุม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 เป็นข้อหาที่หนักหนาเอาการ คดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง เพราะไม่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น ความหมายคือยกฟ้องตามศาลชั้นต้น คดีขึ้นสู่ศาลฎีกาศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องเช่นกัน  
 
         คดีนี้ยังไม่จบเหตุเพราะเมื่อคดีไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญา อำนาจการพิจารณาคดีก็ตกไปอยู่กับ ปปช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีอำนาจโดยตรง มีการยื่นคำร้องให้เอาผิดทั้งหมด 3 คน คือ

         1. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

         2. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

         3. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

        เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สั่งใช้กำลังทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือนเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก  ผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. รับฟังเป็นยุติว่า  เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยให้เหตุผลไว้น่าสนใจ คือ “อยู่ในช่วงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลว่าการชุมนุมของกลุ่ม นปช. มิใช่การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญ และมีบุคคลที่มีอาวุธปืนปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. จึงมีเหตุจำเป็นที่ ศอฉ. ต้องใช้มาตรการขอพื้นที่คืน เพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง โดยมีคำสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่นำอาวุธติดตัว หากมีความจำเป็นสามารถนำมาใช้เพื่อระงับยับยั้งได้ไปตามสถานการณ์ หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือป้องกันตนเองได้ อันเป็นไปตามหลักสากล ตามนัยคำพิพากษาศาลแพ่ง ในคดีหมายเลขดำที่ 1433/2553” คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ระบุไว้ชัดเจนว่าทั้งนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ กล่าวหา และศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยไว้ในคดีเลขที่ 1699/2560 “ว่าการกระทำของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง” ก็เป็นข้อเท็จจริงที่สอดคล้องต้องกัน 

          เรื่องดังกล่าวนี้ควรจะยุติ เพราะได้ผ่านการค้นหาความจริงด้วยกระบวนการยุติธรรม ไม่ควรที่จะมาใช้วาทะกรรมในการปลุกปั่นให้ประชาชนเข้าใจผิดในข้อมูล ข้อเท็จจริงปรากฏผ่านกระบวนการยุติธรรมในหลายคดี เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1699/2560 คดีอาญาที่นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพได้ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ “หน้าที่ 9 บรรทัดที่ 1-4 ระบุไว้ชัดตอนหนึ่งว่า “ในตอนค่ำมีชายชุดดำใช้อาวุธปะปนอยู่ในกลุ่ม นปช. และซุ่มอยู่บนอาคารในบริเวณดังกล่าวด้วย มีการยิงกันด้วยเครื่องยิงลูกระเบิด M79 จากกองกำลังไม่ทราบฝ่าย มีเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก” นี่คือผลการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ชัดเจนตามคำพิพากษา คำพิพากษาศาลฎีกา เลขที่ 6646-6674/2561 คดีแพ่งที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมเผาอาคารพาณิชย์ของประชาชน ศาลพิพากษาให้แกนนำชดใช้ค่าเสียหาย 19,347,000 บาท โดยให้เหตุผล ในหน้าที่ 54 บรรทัดที่ 6-10 ระบุเหตุผลไว้ชัดว่า “ผลแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่อาคารและทรัพย์สินของโจทก์ทั้ง 4 ที่ถูกบุคคลผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปช. วางเพลิงเผาทำลายนั้น เป็นผลที่เกิดจากคำปราศรัยของจำเลยที่ 6  ถึง ที่ 8 โดยเข้าลักษณะเป็นผู้ยุยงส่งเสริมในการละเมิดของบุคคลผู้ชุมนุมในกลุ่ม นปช. ที่ร่วมกันเผาอาคาร” นี่คือการชุมนุมโดยชอบด้วยกฎหมายหรือ ความจริงเหล่านี้ต่างหากที่ควรค้นหาแล้วนำมาเผยแพร่ให้ประชาชนได้ทราบข้อเท็จจริง  นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ขณะนั้นเป็นผู้นำที่พยายามเจรจาเพื่อหาทางออกให้กับประเทศตลอดมา แต่การเจรจาก็ล้มไปเพราะแกนนำ นปช. รับคำสั่งมาให้ยกเลิกการเจรจา  และทั้ง นายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ ไม่เคยเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมให้กับตนเอง ต่อสู้คดีจากข้อกล่าวหา จนผ่านกระบวนการตรวจสอบการพิสูจน์ด้วยกระบวนการยุติธรรมว่าไม่ได้ทำผิดตามที่กล่าวหา ไม่ได้สั่งฆ่าพี่น้องประชาชน 
 
          ศาลฎีกาได้ตัดสินจำคุกนายจตุพรที่ได้กล่าวหานายอภิสิทธิ์ในคดีหมิ่นประมาทที่ได้มีการใส่ร้ายนายอภิสิทธิ์ว่าเป็นฆาตกรสั่งฆ่าประชาชนระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ฉะนั้น
ใครที่จะนำความเท็จในลักษณะดังกล่าวมาใส่ร้ายนายอภิสิทธิ์ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจในการที่จะถูกดำเนินคดีต่อไป