
รัฐยืดอุ้มกู้นอกระบบชี้ไม่เข้าใจ-กลัวเจ้าหนี้
คลังอุ้มลูกหนี้นอกระบบเต็มสูบ สั่งออมสิน-ธ.ก.ส.เปิดรับลงทะเบียนไม่จำกัดเวลา รับประชาชนไม่เข้าใจและยังกลัวเจ้าหนี้ เร่งแก้ปัญหาให้เห็นผล หวังดึงส่วนที่เหลือเข้าระบบมากขึ้น สำนักงานสถิติฯ สำรวจคนไทยเดือดร้อนจากหนี้นอกระบบสูงสุด
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ว่า กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ขยายเวลาการลงทะเบียนให้ประชาชนในโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบแบบไม่จำกัด จากเดิมที่จะครบกำหนดเวลาในวันที่ 30 ธันวาคมนี้ เนื่องจากพบว่ามีประชาชนส่วนหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจ และเกรงกลัวเจ้าหนี้ จึงไม่ยอมมาลงทะเบียน แต่เชื่อว่า หากโครงการดังกล่าวเดินหน้าต่อไปจนเห็นผลชัดเจน ประชาชนที่ไม่กล้าลงทะเบียนในช่วงแรกน่าจะสนใจเข้าร่วมโครงการมากขึ้น
นอกจากนี้ ประเมินว่า ในช่วงสิ้นปีนี้จะมีลูกหนี้มาลงทะเบียน 7 แสนรายเท่านั้น ต่ำกว่าเป้าหมายที่ประเมินไว้ในช่วงแรกว่าจะมีลูกหนี้นอกระบบมาลงทะเบียนราว 1 ล้านราย หรือเฉลี่ยวันละ 3-4 หมื่นราย ซึ่งค่อยๆ ทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากช่วงแรกที่มาลงทะเบียนเพียงวันละ 2 หมื่นรายเท่านั้น ขณะเดียวกันรัฐบาลมีนโยบายที่จะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่ฉาบฉวย โดยจะหาแหล่งเงินทุนเพื่อช่วยเหลือประชาชนต่อไป เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในอนาคต
ทั้งนี้ คาดว่าโครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบจะเริ่มเดินหน้าโอนหนี้เข้าสู่ระบบได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2553 นี้เป็นต้นไป โดยกระทรวงการคลังจะเร่งพิจารณากลุ่มลูกหนี้ที่เดือดร้อนเป็นกรณีพิเศษก่อน เช่น กรณีที่ลูกหนี้นำโฉนดที่ดินไปจำนองเจ้าหนี้ ซึ่งทำให้ประชาชนไม่มีที่ดินทำมาหากิน และอาจเสียที่ดินให้แก่เจ้าหนี้นอกระบบ ดังนั้นจะเร่งดำเนินการเรื่องดังกล่าวอย่างรวดเร็วเป็นกรณีพิเศษ โดยจะเริ่มทำตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 เป็นต้นไป หรือหากเห็นว่ามีกรณีใดที่ประชาชนเดือดร้อนมากจะเร่งพิจารณาในอันดับแรกเช่นกัน
พร้อมกันนี้จะเร่งหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อจะดำเนินการออกใบอนุญาตให้เจ้าหนี้นอกระบบเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือ ไมโครไฟแนนซ์ ตามแผนแม่บทพัฒนาตลาดเงินระยะที่ 2 ซึ่งยอมรับว่า ในขณะนี้ประชาชนกว่า 1 แสนราย ถึง 1 ล้านราย ยังต้องการจะกู้ยืมหนี้นอกระบบอยู่ ดังนั้นรัฐบาลจะเร่งหาแนวทางให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตให้โดยเร็วที่สุด คาดว่าจะเริ่มทำได้ภายในปี 2553 เป็นต้นไป และจะมีผลบังคับใช้ในปี 2554 ตามแผนงาน
“ขณะนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบเริ่มแยกแยะข้อมูลของลูกหนี้นอกระบบแล้ว ซึ่งจะเร่งแก้ปัญหาให้ประชาชนที่เดือดร้อนมากที่สุดเป็นอันดับแรก เช่น ชาวบ้านที่นำที่ดินมาเป็นหลักประกันในการขอกู้ยืมหนี้นอกระบบทำให้ไม่มีที่ดินทำมาหากิน ซึ่งขณะนี้มีแนวทางที่จะขยายเวลาอย่างไม่จำกัดในการลงทะเบียน เพื่อจะเป็นการช่วยเหลือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เกิดความยั่งยืนต่อไป” นายกรณ์ กล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังและ ธปท.มีแนวคิดไปในทางเดียวกัน ในการจะออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจการเงินระดับฐานราก (ไมโครไฟแนนซ์) โดยมีข้อเสนอว่าจะจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อพิจารณาออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการที่สนใจทำธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ โดยวางระเบียบกฎเกณฑ์ชัดเจน และมีความเป็นไปได้ที่จะให้ใบอนุญาตแก่เจ้าหนี้นอกระบบที่สนใจทำธุรกิจนี้ แต่จะต้องเข้ามาขออนุญาตอย่างถูกต้อง ซึ่งจะเป็นการผันเจ้าหนี้นอกระบบมาเป็นเจ้าหนี้ในระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ขณะที่ นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผยว่า สสช.ได้ทบทวนเศรษฐกิจ สังคมไทย ก่อนก้าวสู่ปี 2553 พบว่าจากผลการสำรวจประชาชนร้อยละ 40.3 มีความเดือดร้อนจากปัญหาหนี้สินและเงินกู้นอกระบบ โดยเฉพาะประชาชนในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาร้อยละ 34.7 มีปัญหาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ และปัญหาไม่มีงานทำ
สอดคล้องกับการสำรวจความเห็นประชาชนถึงสิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ พบว่าร้อยละ 38 แก้ปัญหาหนี้สินและเงินกู้นอกระบบ รองลงมาคือ แก้ปัญหาความยากจน ขึ้นค่าแรงงาน แก้ปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภค นอกจากนี้ประชาชนถึงร้อยละ 45 มีความมั่นใจว่ารัฐบาลแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ สูงขึ้นจากการสำรวจปีที่แล้ว ที่มีผู้ตอบว่ามั่นใจร้อยละ 30.5 ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ตอบมั่นใจร้อยละ 34 จากเดิมร้อยละ 41.8
ส่วนสถานการณ์เศรษฐกิจภาคครัวเรือนในปี 2552 ครัวเรือนมีรายได้และค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยมีรายได้เฉลี่ย 21,135 บาทต่อเดือน มีรายจ่าย 16,255 บาทต่อเดือน และมีหนี้เพิ่มขึ้นจาก 116,681 บาท ในปี 2550 เป็น 133,293 บาท ในปี 2552 คิดเป็น 6.3 เท่าของรายได้ โดยมี 11.8 ล้านครัวเรือนเป็นหนี้ แบ่งเป็น 9 แสนครัวเรือน มีหนี้สินนอกระบบอีก 9.8 ล้านครัวเรือน มีหนี้ในระบบอย่างเดียว และ 1.1 ล้านครัวเรือน เป็นหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยหนี้ในระบบมีมูลค่าเฉลี่ยสูงถึง 127,152 บาทต่อครัวเรือน ส่วนหนี้นอกระบบมีมูลหนี้ 6,140 บาทต่อครัวเรือน
นางจีราวรรณกล่าวด้วยว่า ปัญหาการว่างงานในปลายปี 2552 ดีขึ้นจากต้นปี โดยอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 1.1 หรือผู้ว่างงาน 4.1 แสนคน กระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด โดยพบว่าผู้ว่างงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานใหม่ และผู้ที่เพิ่งจบการศึกษา



