ข่าว

"หัวเขียงโหนกระแสแบเบอร์"

"หัวเขียงโหนกระแสแบเบอร์"

29 ธ.ค. 2552

เลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 1 มหาสารคามรอบสองหลังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่แทนนายขจิต ชัยนิคม อดีตส.ส.เพื่อไทย

 ที่ทำผิดกฎหมายโดยขึ้นเวทีหมอลำช่วงการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมรอบแรก เมื่อเดือนมกราคม 2552 แทนนายสุทิน คลังแสง ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองหลังยุบพรรคพลังประชาชน ทำเอาคนในเพื่อไทยต้องพลิกสถานการณ์อลหม่านเมื่อต้องสู้กับ “คมคาย อุดรพิมพ์” ผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยที่ยืนรอคู่แข่งจากค่ายสีแดง

 การไม่ส่ง ขจิต ชัยนิคม ลงรักษาเก้าอี้ หรือส่ง นายรัฐ คลังแสง บุตรชายนายสุทิน คลังแสง เจ้าของเก้าอี้เก่า หรือแม้กระทั่งปลดล็อกความขัดแย้งในพื้นที่โดยดึงอดีตศัตรูมาเป็นพวกได้ โดยไปคว้า “ประยุทธ์ ศิริพานิชย์” ลงสู้กับนางคมคาย นั้นเป็นเครื่องชี้ว่า พรรคเพื่อไทยประเมินคู่ต่อสู้อย่างนางคมคาย ไม่ใช่จะเคี้ยวง่ายๆ ทางออกจึงลงที่นายประยุทธ์ อดีต ส.ส.7 สมัย และอดีตรัฐมนตรี 4 วาระลงสู้

 หากวัดตามชื่อชั้นระหว่างเสือเฒ่าอย่างนายประยุทธ์ กับนางสิงห์ ที่รอจังหวะมานานอย่างนางคมคาย แล้ว ความได้เปรียบเสียเปรียบตามหน้าตักแล้วถือว่าสูสี แต่ข้อได้เปรียบของประยุทธ์ ในฐานะผู้สมัครเพื่อไทย ค่ายสีแดงยังมีตัวช่วยที่เหนือกว่านางคมคาย

 แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ในสนามเลือกตั้งเพราะประยุทธ์ ก็เคยถูกผู้สมัครหน้าใหม่ที่เป็นผู้หญิงอย่าง “กุสุมาลวตี ศิริโกมุท” โค่นแบบหักปากกาเซียนมาแล้วในการเลือกตั้งปี 2544

 ทำให้การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ที่ดูเหมือนทางจะโล่ง แต่การที่ต้องสู้กับผู้สมัครที่เป็นผู้หญิงอีกรอบจึงเป็นบททดสอบว่านายประยุทธ์จะกลับมาได้หรือไม่

 พื้นที่เขต 1 มหาสารคาม ประกอบด้วย อ.เมือง อ.โกสุมพิสัย อ.กันทรวิชัย อ.เชียงยืน อ.กุดรัง อ.ชื่นชม ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 351,063 คน มีผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม 3 คน ได้แก่ นางคมคาย อุดรพิมพ์ จากพรรคภูมิใจไทย หมายเลข 1 นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทย หมายเลข 2 นายบุญธร อุปนันท์ พรรคแทนคุณแผ่นดิน หมายเลข 3

 แต่เกมการต่อสู้อยู่ที่นางคมคาย ตัวแทนฝ่ายรัฐบาล และนายประยุทธ์ ตัวแทนฝ่ายค้าน

 หากวัดฐานเสียงในพื้นที่แล้ว นายประยุทธ์ยังเป็นฝ่ายได้เปรียบเพราะนอกจากมี ส.ส.เพื่อไทยในพื้นที่ 5 คนหนุนช่วยแล้ว ยังโชคดีที่สามารถผนึกฐานเสียงเก่าที่ทับซ้อนในพื้นที่ อ.โกสุมพิสัย กับคู่ปรับเก่าอย่าง นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท ที่ย้ายเข้าเพื่อไทย ทำให้เบาใจได้เปลาะหนึ่ง

 ขณะที่คมคาย ที่เป็น อดีต ส.ว.และที่ปรึกษา รมช.มหาดไทย (นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์) รวมทั้งเป็นภรรยาของนายยิ่งยศ อุดรพิมพ์ นายก อบจ.มหาสารคาม หลายสมัย ที่มีฐานเสียงกระจายแทบทุกพื้นที่ แต่จุดหลักที่ อ.เมือง อ.กันทรวิชัย และ อ.กุดรัง ก็ประมาทไม่ได้เช่นกัน

 ประยุทธ์ แม้จะสอบตกมาเรื่อยตั้งแต่การเลือกตั้ง 2544 แต่การกลับฟื้นคืนโดยลูกชาย คือนายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคพลังประชาชน และชนะการเลือกตั้ง ก็ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ที่ยังสามารถคุมพื้นที่ฐานเสียงเดิมไว้ได้

 ชัยชนะของนายขจิต ชัยนิคม ในการเลือกตั้งซ่อมครั้งที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นการเทเสียงของกลุ่มนายประยุทธ์ เพื่อสกัดนางกุสุมาลวตี ที่ลงสมัครในนามพรรคเพื่อแผ่นดิน

 การเลือกตั้งครั้งนี้รูปแบบการวางเกมจึงไม่ต่างกับการเลือกตั้งซ่อมเมื่อเดือนมกราคม 2552 ที่นอกจาก ทั้ง ส.ส.อดีตส.ส.ค่ายเพื่อไทยและสมาชิกบ้านเลขที่ 111 จะต้องรักษาฐานที่มั่นของ "เสื้อแดง” ไว้ให้ได้ โดยการลงขันสกัดนางคมคาย และการขยายบารมีของกลุ่มนายยิ่งยศ ที่คุมการเมืองระดับท้องถิ่นอย่างสุดตัว

 เพราะหากพลาดงานนี้นอกจากจะเป็นการทำลายขวัญคนเสื้อแดงแล้ว ยังหมายถึงอนาคตของบรรดาส.ส.และอดีตส.ส.ที่ยังปักหลักอยู่เพื่อไทยด้วย

 เพื่อไทยใช้วิธีหาเสียงโดยการเล่นปั่นกระแสคนเสื้อแดง และยังชูจุดขาย “พาทักษิณกลับบ้าน” ทั้งการจัดเวทีปราศรัยถี่ยิบ บวกกับการใช้สื่อวิทยุท้องถิ่นของเครือข่ายคนเสื้อแดง ทั้งจากขอนแก่น และมหาสารคามโหมโรงช่วยเต็มที่ พ่วงด้วยการโฟนอินจากทักษิณ มายังเวทีปราศรัยเป็นระยะๆ

 ขณะที่ฝ่ายภูมิใจไทย ที่มีนายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร ส.ส.เพื่อไทย ที่ย้ายไปภูมิใจไทยรับบทเป็นแม่ทัพ เน้นการย้ำจุดแข็งในการจัดตั้งผ่านเครือข่าย ส.อบจ., เทศบาล และ อบต. ที่ส่วนใหญ่อยู่กับซีกนายยิ่งยศ อุดรพิมพ์

 ภูมิใจไทย คงนำบทเรียนจากความพ่ายแพ้แบบหมดรูปต่อเพื่อไทย ในการเลือกตั้งซ่อมที่สกลนคร จากการใช้ความได้เปรียบในฐานะเป็นฝ่ายรัฐบาลเข้ามาจัดการเลือกตั้งแบบโจ๋งครึ่มเหมือนการเลือกตั้งซ่อมส.ส.ที่สกลนคร ที่ระดมรัฐมนตรี ส.ส.ให้เข้าไปรับผิดชอบเป็นรายตำบล อำเภอ ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาของคนพื้นที่ตีโต้กลับ

 การเลือกตั้งครั้งนี้ภูมิใจไทยเน้นการจัดตั้ง และไม่เล่นโต้กระแสในพื้นที่ ที่เสียงชาวบ้านส่วนใหญ่ยังเป็นเสื้อแดง

 ขณะที่ฝ่ายเพื่อไทยนำโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ยังคงใช้วิธีหาเสียงในรูปแบบเดียวกับที่ใช้ในสนามสกลนคร โดยเชื่อมั่นว่า กระแสความนิยมใน พ.ต.ท.ทักษิณ บวกกับความเก๋าของประยุทธ์ ยังได้เปรียบคู่ต่อสู้

 พื้นที่ต่อสู้หลักเป็นสองอำเภอใหญ่ คือ อ.เมือง ที่นางคมคาย ยังได้เปรียบ และ อ.โกสุมพิสัย ที่นายประยุทธ์ ยังเป็นต่อ ขณะที่เสียงจากอำเภออื่นในเขตเลือกตั้งฝ่ายนายประยุทธ์ ที่มีส.ส.ของพรรคคุมพื้นที่ โดยเฉพาะโซน อ.เชียงยืน กันทรวิชัย และชื่นชม ที่เป็นฐานเสียงของนายสุทิน คลังแสง โดยรวมแล้วการคลุมพื้นที่ นายประยุทธ์ยังได้เปรียบ

 หากไม่มีอะไรพลิกผันการปั่นกระแสเสื้อแดงของเพื่อไทยเข้าเป้า จนทำให้ “กระสุน” ของฝ่ายตรงข้ามด้าน โอกาสที่นายประยุทธ์จะชนะแบบถล่มทลายเหมือนที่สกลนครย่อมมีโอกาสสูง

 แต่หากการจัดตั้งซึมลึกของฝ่ายของนางคมคาย ยันกระแสเสื้อแดงได้ โอกาสชนะยังพอมี แต่เป็นชัยชนะแบบหืดจับ

เอนก กระแจ่ม