
ระเบิดเวลา"รธน."
ปมปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับมาหลอกหลอนรัฐบาลอีกครั้ง หลังจาก "นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี เร่งเครื่องแบบเต็มสูบเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งในและนอกกฎหมาย
จนทำให้บรรดาพรรคการเมืองที่เขี้ยวลากดินจับสัญญาณได้ว่ามีแนวโน้มเป็นไปได้สูงที่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคตอันใกล้นี้
ด้วยเหตุนี้จึงต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปลดล็อกพันธนการให้แก่ตัวเอง โดยเฉพาะในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล
ซึ่งหากยังจำกันได้ พรรคร่วมแท็กทีมกดดันพรรคประชาธิปัตย์ ผ่าน "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล
จนทำให้พรรคประชาธิปัตย์ยอมอ่อนข้อให้ เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล โดยยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น แต่มีเงื่อนไขว่าต้องได้รับฉันทามติจากประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศเท่านั้น
เงื่อนไขที่ว่านี้ พรรคร่วมเข้าใจดีว่าเป็นเกมซื้อเวลาของค่ายสะตอ เพื่อประคับประคองรัฐนาวาให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อซื้อใจพรรคร่วม
แต่จนถึงขณะนี้ทั้ง 6 ประเด็นตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ยังไม่มีความคืบหน้า หลังจากที่ "ชัย ชิดชอบ" ประธานรัฐสภาส่งเรื่องให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"
และ "อภิสิทธิ์" ก็เพิ่งส่งเรื่องขอความเห็นไปยังคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลอีกครั้งว่าจะยืนยันตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์หรือไม่
ล่าสุดจากการหารือของวิปรัฐบาลเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ที่ผ่านมา ทุกพรรคเห็นตรงกันว่าจะเดินหน้าตามมติของคณะกรรมการสมานฉันท์
โดยขั้นตอนของการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญสมาชิกรัฐสภาจะต้องร่วมลงชื่อพร้อมกันทั้งหมด และยอมรับผลของการลงประชามติของประชาชนเสียงส่วนใหญ่
ซึ่งขณะนี้ร่างกฎหมายการลงประชามติอยู่ในระหว่างรอการประกาศในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการอย่างช้าภายในต้นเดือนมกราคมปีหน้า
แน่นอนว่าขั้นตอนทั้งหมดอาจจะไม่รวดเร็วทันใจตามที่พรรคร่วม โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา คาดหวัง จนเกิดแรงสวิงกลับมาบีบประชาธิปัตย์อีกครั้ง
โดยขู่ว่า หากมีการยืดระยะเวลาออกไปอีก พร้อมที่จะหันไปจับมือกับพรรคฝ่ายค้าน "เพื่อไทย" ดันเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 แทน
เพราะเอาเข้าจริงเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญ 2 ประเด็น ไม่ว่าจะเป็นแก้ไขมาตรา 190 ที่มาของ ส.ส.แบบเขตเดียวเบอร์เดียว เป็นเงื่อนไขที่อยู่ใน 6 ประเด็นอยู่แล้ว
หากจะมีการดึงออกมาแก้เฉพาะ 2 ประเด็น คงเป็นเรื่องยาก นั่นเป็นเพราะว่าอย่างน้อยเริ่มมีเสียงคัดค้านออกมาให้เห็น
โดยเฉพาะ ส.ว.อย่าง ดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี และประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เห็นด้วยกับการแก้เฉพาะ 2 ประเด็น พร้อมอาสาเป็นหัวหอกไม่ร่วมลงชื่อด้วย
เพราะจะเป็นการชิงความได้เปรียบทางการเมืองอย่างชัดเจน ความสมานฉันท์ตามที่ทุกฝ่ายคาดหวังไว้ก็จะไม่เกิด
เมื่อคิดจะแก้ ทั้ง 6 ประเด็นต้องเดินไปพร้อมกันผ่านการทำ "ประชามติ"
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ประชาธิปัตย์จึงต้องคิดหนัก
หากเดินหน้าแก้เฉพาะ 2 ประเด็นตามแรงบีบของพรรคร่วมก็จะทำให้เสียแนวร่วมเป็นฝ่ายวุฒิสภา รวมไปถึงฝ่ายที่ไม่สนับสนุนตั้งแต่แรก
แต่หากเดินหน้าตามแนวทางเดิมของคณะกรรมการสมานฉันท์ ก็สุ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาล หลังจากถูกรุมถามความคืบหน้า
การที่พรรคร่วมออกมาขู่ หันไปจับมือกับพรรคฝ่ายค้านแก้รัฐธรรมนูญปี 2540 เหมือนบีบให้ประชาธิปัตย์เร่งเดินเครื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อแลกกับการอยู่เป็นรัฐบาลต่อหรือจะเป็นฝ่ายค้าน
นั่นเพราะเงื่อนไขนี้อาจจะเป็นชนวนเหตุให้เกิดการสวิงขั้วทางการเมืองอีกครั้ง และเข้าทาง "นักโทษชายทักษิณ" ที่พยายามสร้างเงื่อนไขให้พรรคร่วมรัฐบาลแตกคอกันเอง
ด้วยการแยกพรรคเล็กออกจากพรรคร่วมรัฐบาลและโดดเดี่ยวประชาธิปัตย์
เงื่อนที่ว่านี้ ประชาธิปัตย์ทราบดีว่าเจตนาของ "นักโทษชายทักษิณ" เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้เร็วที่สุด ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพของรัฐบาลแน่
ท่ามกลางสถานการณ์ความปั่นป่วนทางการเมืองที่ "นักโทษชายทักษิณ" และลิ่วล้อเตรียมสร้างขึ้นหลังเทศกาลปีใหม่เพื่อเปิดศึกรอบด้านทั้งในและนอกสภา
ล่าสุดประชาธิปัตย์เตรียมหยิบยกประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าหารือกับสมาชิกพรรคอีกครั้ง เพื่อประกาศจุดยืนอย่างชัดเจน และเตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมสภาทันทีหลังการเปิดสมัยประชุมในวันที่ 21 มกราคมนี้
เพราะจนถึงขณะนี้ภายในค่ายสะตอยังไม่ตกผลึก โดยเฉพาะความเห็นจาก บัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วน และกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค ในฐานะประธานคณะทำงานยกร่างศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ยืนยันมาตลอดว่า
“ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของการสร้างความสมานฉันท์ เนื่องจากฝ่ายค้านถอนตัวไป พรรคจึงจำเป็นต้องแสดงจุดยืน เพื่อไม่ให้เสียหลักการ”
ซึ่งประชาธิปัตย์รู้ชะตากรรมของตัวเองดีว่า พรรคร่วมเสนอเงื่อนไขขึ้นมาต่อรองทุกครั้งเมื่อตกอยู่สถานการณ์เพลี่ยงพล้ำ
ไม่ว่าจะเป็นคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท ที่ กกต.เตรียมชี้ขาดตัดสินว่าจะยุบพรรคหรือไม่ รวมถึงห้วงเวลาที่ศัตรูตัวฉกาจอย่าง "นักโทษชายทักษิณ" บุกประชิดตัวเมือง
สุดท้ายปมเงื่อนนี้ก็จะกลายเป็น "ระเบิดเวลา" ของรัฐบาล
บัญชา แข็งขัน



