
ลาทีปีเน่า
ถูกต้องแล้วครับท่านไม่ได้อ่านผิด และผมก็ไม่ได้เขียนผิดแต่อย่างใด เพราะปี พ.ศ.2552 ที่กำลังจะผ่านไป เพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายของปีนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปีเก่าเช่นกับปีที่เคยผ่านไปแล้วทั้งหลาย แต่สำหรับผมและคนไทยจำนวนมาก คงคิดตรงกันว่า มันเป็นปีที่เน่าเหม็น
ปี พ.ศ.2552 เป็นปีที่คนไทยแตกแยกกันมากที่สุด ทั้งทางความคิดและการกระทำ เป็นปีที่คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ยอมใช้สติและเหตุผล มาประกอบการตัดสินใจของตนเอง เป็นปีที่คนไทยกลุ่มหนึ่งทำลายชื่อเสียงของประเทศชาติบ้านเกิด เป็นปีที่คนไทยกลุ่มหนึ่งหันไปคบค้าสมาคมกับประเทศเพื่อนบ้าน แล้วหันมาให้ร้ายบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
เป็นปีที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนไทยที่ทำได้ แม้กระทั่งการทำลายชื่อเสียงของความเป็นเจ้าของบ้านที่ดี ทำลายความเป็นสยามเมืองยิ้มทิ้งไปจนหายสิ้น เป็นปีที่คนไทยไล่เข่นฆ่ากันเองอย่างไม่ปรานีปราศรัย เป็นปีที่ประเทศไทยถูกแบ่งแยกการปกครองด้วยการกระทำอย่างโจ่งแจ้ง ประชาชนบางหมู่บางกลุ่มขับไล่ฝ่ายบริหารระดับรัฐมนตรีออกจากพื้นที่
เป็นปีที่แม้แต่คนที่เคยรับราชการอยู่ในแวดวงกระบวนการยุติธรรม ยังออกปากแสดงความกังขาในกระบวนการยุติธรรมของไทย แต่ไปแสดงความชื่นชมและเชื่อมั่นกับกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่มีประชาธิปไตยเพียงแค่ทำการหย่อนบัตรเลือกตั้ง แต่ยังไล่ล่าเข่นฆ่าศัตรูที่ต่อสู้กันทางการเมืองมายาวนานอยู่ไม่หยุดยั้ง เคยถึงขนาดเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเองจนล้มตายนับล้านๆ คน หรือไทยกลุ่มนั้นอยากเห็นไทยเป็นเช่นนั้นขึ้นมาบ้าง
จะมีคนไทยหน้าไหนเชื่อบ้างว่า แม้แต่ในเทศกาลสงกรานต์ที่ถือเป็นงานประเพณีอันยิ่งใหญ่ของชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาชาวไทยล้านนาและชาวเชียงใหม่ แต่ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งยกพวกปิดถนน ขัดขวางการเดินทางไปร่วมเฉลิมฉลองสงกรานต์ที่เชียงใหม่
ปี พ.ศ.2552 เป็นปีที่ประเทศต่างๆ ในย่านนี้ ล้วนแล้วแต่ประสบเหตุภัยพิบัติจากธรรมชาติ ยกเว้นแต่ประเทศไทยที่พืชผลธัญญาหารได้ผลอุดมสมบูรณ์ดี แต่มีเหตุทางการเมืองที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก ไม่สามารถทำการค้าขายกับนานาอารยประเทศได้เต็มที่เท่าที่ควร
ปี พ.ศ. 2552 ที่น่าชิงชังจึงเป็นปีเน่ามิใช่ปีเก่าเช่นทุกปี เพราะหากแม้นว่าเป็นปีเก่าเราก็ยังอาจจะถวิลหา ของเก่าปีเก่าบางเวลาก็ทรงคุณค่าขึ้นมาได้เมื่อกาลเวลาล่วงผ่านพ้นไป แต่ของเน่าปีเน่ามีแต่จะส่งกลิ่นเหม็นขึ้นมา ไม่ควรค่าแก่การคิดถึงแม้แต่น้อย ผมจึงหวังว่าเหตุการณ์เรื่องร้ายเรื่องเน่าเช่นที่เกิดขึ้นในปีนี้ คงจะผ่านแล้วผ่านเลยไม่ย้อนหวนคืนกลับมาอีก
และหวังว่าในวันพรุ่งนี้ที่เป็นวันใหม่ของปีใหม่ ชีวิตที่สดใสเรืองรองผุดผ่องคงจะเป็นของคนไทยทุกคน เศรษฐกิจของประเทศชาติคงจะต้องถึงเวลาเดินหน้าต่อไป นักการเมืองทั้งหลายจงทำงานการเมืองเพื่อประชาชน จงอย่าได้ทำงานเพื่อตัวตนของตนเอง จงอย่าทำงานเพื่อผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ
ขอให้คนไทยจงหันหน้าเข้าหากันสามัคคีปรองดองกัน ช่วยกันขจัดปัดเป่าปัญหาของสังคมและบ้านเมือง ช่วยกันรักษาและยึดมั่นในวัฒนธรรมของไทย และขอให้จงรักภักดีและยึดมั่นในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตลอดไปครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



