ข่าว

คลังปรับจีดีพีปีหน้าขยายตัว3.5%มองการเมืองเสี่ยง

คลังปรับจีดีพีปีหน้าขยายตัว3.5%มองการเมืองเสี่ยง

28 ธ.ค. 2552

คลังปรับประมาณการจีดีพีปี 52 ใหม่ติดลบลดลงจาก 3% เหลือ 2.8% หลังเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจทุกตัวพลิกกลับมาดีเกินคาด ทั้งส่งออก ท่องเที่ยว ว่างงาน เชื่อส่งผลดีต่อเนื่องปีหน้าดันเพิ่มเป้าขยายตัวใหม่จาก 3.3% มาอยู่ที่ 3.5% จับตาการเมือง ปัญหามาบตาพุด ราคาน้ำมัน

 นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2552 ว่า จากเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจทุกตัวที่ล้วนปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทั้งการส่งออก การใช้จ่ายในประเทศ การว่างงานที่ลดลงทำให้ สศค.ปรับประมาณการตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ใหม่ดีขึ้นจากเดิมที่ติดลบ 3% มาอยู่ที่ ลบ 2.8% เนื่องจากได้อานิสงส์มาจาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่เร็วขึ้น รวมถึงการท่องเที่ยวที่พลิกกลับมาดี โดยนักท่องเที่ยวน่าจะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 14.1 ล้านคน หรือหากลดลงก็ไม่เกิน 3%

 ทั้งนี้ จากจีดีพีไตรมาส 4 ปีนี้ ที่น่าจะขยายตัวเป็นบวกไม่ต่ำกว่า 3% ถือเป็นแรงส่งต่อเนื่องไปยังปีหน้ารวมถึงการใช้จ่ายของภาครัฐผ่านแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งน่าจะส่งผลให้การใช้จ่ายภาคเอกชนกลับมาฟื้นตัวจึงปรับจีดีพีใหม่ดีขึ้น จากเดิมขยายตัว 3.3% มาเป็นขยายตัว 3.5% หรือมีช่วงที่ 3-4% อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องติดตามในปีหน้า ทั้งปัญหาการเมือง ปัญหามาบตาพุดว่าจะมีการแก้ไขได้เร็วหรือไม่ รวมถึงการใช้จ่ายเงินไทยเข้มแข็งว่าสามารถเบิกจ่ายได้ถึง 80% หรือไม่ หากทุกปัจจัยเป็นไปตามที่คาดไว้อาจทำให้จีดีพีขึ้นไปถึง 4% แต่หากไม่เป็นตามแผนจีดีพีก็อาจลดลงไปเหลืออย่างน้อยที่สุด 3%

 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค กล่าวถึงการปรับประมาณการจีดีพีใหม่ทั้งปีนี้และปีหน้ามาจากการพิจารณา 6 ปัจจัย คือ 1.เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ขยายตัวเป็นบวก โดยเฉพาะในเอเชียที่น่าจะดีต่อเนื่องถึงปีหน้า 2.ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากปีนี้หรืออยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปีนี้ 61.4 ดอลลาร์ 3.ปริมาณการค้าโลกที่กลับเป็นบวกส่งผลให้การส่งออกของไทยขยายตัวสูงขึ้น 4.ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์ จากปีนี้ 34.3 บาทต่อดอลลาร์ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย 5.อัตราดอกเบี้ยในประเทศที่อาจปรับขึ้น 0.50-0.75% ในช่วงครึ่งปีหลัง และ 6.รายจ่ายภาครัฐรวมงบไทยเข้มแข็งที่ตั้งเป้าการเบิกจ่ายไว้ที่ 80%

 "แม้จีดีพีหน้าจะอยู่ที่ 6 ปัจจัย แต่ปัจจัยเสี่ยงที่มากที่สุดน่าจะอยู่ที่การเมือง เพราะเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้และมีผลโดยตรงต่อการบริโภคและการลงทุนของเอกชน ขณะที่ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันเงินเฟ้อและการลงทุนในมาบตาพุดยังพอจะประเมินได้ โดยจีดีพี 3.5% คำนวณจากโครงการในมาบตาพุดที่เดินหน้าต่อได้ 50% แต่หากไม่มีเม็ดเงินลงทุนใหม่ก็จะเหลือเพียง 3% ส่วนน้ำมันที่ปรับขึ้นทุก 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระทบจีดีพีลดลง 0.2% และส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.5%" นายเอกนิติกล่าว