
ผอ.รพ.สรรพสิทธิ์ฯ แถลงข่าวชี้แจง ไม่ได้ปฏิเสธการรักษา กรณีเด็ก 4 ขวบ แม่เป็นชาวลาว เข้ารักษาตาอักเสบ
ผอ.โรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ฯ แถลงข่าวชี้แจง ไม่ได้ปฏิเสธการรักษา กรณีเด็ก 4 ขวบ แม่เป็นชาวลาว เข้ารักษาตาอักเสบ ที่มีการเเชร์ทางสื่อโซเซียล
กรณีโลกออนไลน์เผยแพร่เรื่องราวยาย-หลาน พาหลานสาวตาบวมปูดทรมานด้วยความเจ็บปวดไปหาหมอ แต่ถูกทางโรงพยาบาลปฏิเสธการรักษา เหตุไม่มีเงินจ่าย ครอบครัวยากจนพ่อและแม่ตกงานจากพิษโควิด-19 แถมเด็กเป็นลูกครึ่งลาว สุดช้ำใจคำพูดของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเป็นคนลาวก็ต้องไปรักษาที่ลาวนั้น
ล่าสุด(4 พ.ค.63) ที่อาคารสนับสนุนบริการทางการเเพทย์ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี นพ.มนต์ชัย วิวัฒนาสิทธิพงศ์ ผู้อำนวยการดรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อุบลราชธานี เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนจังหวัดอุบลราชธานี ดังนี้ ผู้ป่วยเด็กหญิงอายุประมาณ 4 ขวบ มีญาติซึ่งคือย่าพาเข้ามารักษาด้วยเรื่องตาโปน ที่เป็นมาประมาณ 1 เดือน แต่เห็นชัดเจนคือปิดตาไม่สนิทมาประมาณ 1 สัปดาห์ โดยมีใบส่งตัวมาจากโรงพยาบาลเขมราฐ ผู้ป่วยมาที่ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ ขึ้นบัตรเวลา 10:46 น. ได้รับการซักประวัติและเข้าตรวจที่แผนกจักษุ แพทย์แนะนำหาสาเหตุโดยการตรวจ X-ray คอมพิวเตอร์ ( CT scan) และตรวจเลือด ซึ่งได้แจ้งว่ามีค่าใช้จ่ายประมาณ 8,000 บาท เนื่องจากบัตรตรวจขึ้นว่าเป็นชำระเงินสดต่างด้าว เนื่องจากผู้ป่วยไม่มีเลข 13 หลัก แต่ย่ายืนยันว่าเด็กมีพ่อเป็นคนไทย แต่ไม่ได้ไปแจ้งเกิดจึงไม่มีเลข 13 หลัก เจ้าหน้าที่เป็นห่วงจึงได้ให้ญาติไปตรวจสอบสิทธิอีกครั้งเพื่อความแน่นอน
ต่อมา ได้ไปที่สังคมสงเคราะห์เพื่อจะให้ช่วยเหลือค่ารักษา แล้วกลับมาที่ห้องตรวจเพื่อนำใบเจาะเลือดไปตรวจหาสาเหตุเบื้องต้นก่อน แต่เมื่อญาติพาผู้ป่วยไปที่ห้องเจาะเลือดพบว่า ได้รับคำแนะนำให้ไปคิดค่ารักษาเพื่อนำยอดไปให้สังคมสงเคราะห์พิจารณาช่วยเหลือ หลังจากนั้นไม่พบผู้ป่วยไปที่ห้องเจาะเลือดอีก ทราบภายหลังว่าย่าพาผู้ป่วยกลับเนื่องจากกังวลเรื่องค่ารักษาและผู้ป่วยร้องงอแงอยากกลับ ประกอบกับเกรงว่าจะไม่ทันรถที่เหมามาซึ่งมีนัดตอนบ่ายสามโมง ช่วงบ่ายเจ้าหน้าที่ที่แผนกตาและนักสังคมสงเคราะห์ได้ประสานไปที่ห้องเจาะเลือดเพื่อติดตามผล แต่ไม่พบ จึงประกาศเรียกหาอีกจำนวน 4 ครั้ง แต่ไม่มีโทรศัพท์ที่สามารถติดตามได้ จึงวางแผนการติดตามอีกครั้งไปที่ รพ.สต.ตามที่อยู่ที่แจ้งในวันทำการต่อไป แต่พบว่าเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ใน 2 วันต่อมา
ผู้อำนวยการโรงพยาบาล กล่าวว่า โรงพยาบาลไม่ได้ปฏิเสธการรักษา แต่เป็นการแจ้งค่ารักษาพยาบาล ไปตามระบบ แต่เมื่อพบว่าผู้ป่วย ไม่สามารถจ่ายเงิน ได้ จะมีนักสังคมสงเคราะห์ประเมินและให้การช่วยเหลือ โดยที่ผ่านมา รพ.มีระบบตรงนี้ สำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ทั้งคนไทยและต่างชาติ โดยที่ผ่านมา รพ.ได้ช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาเรื่องสัญชาติ หรือเพื่อนบ้านไปกว่าปีละ 10 ล้านบาท
ปัจจุบันนี้ ตอนนี้ผู้ป่วยอยู่ในความดูแลของกุมารแพทย์ จักษุแพทย์ และแพทย์สาขาที่เกี่ยวข้องกับโรคแล้ว แต่ขออนุญาตไม่ลงในรายละเอียดด้านโรค
จิรวัฒน์ บุญจอง ผู้สื่อข่าวจังหวัดอุบลราชธานี



