ข่าว

รายงาน-ปชป.อย่ามองข้ามอภิปรายไม่ไว้วางใจ

รายงาน-ปชป.อย่ามองข้ามอภิปรายไม่ไว้วางใจ

08 มี.ค. 2552

แม้ว่า..."พรรคเพื่อไทย" จะถูกโดดเดี่ยวในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ "รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์" ในครั้งนี้ (ซึ่งมีการเตรียมการไว้ว่าจะยื่นญัตติในวันที่ 11 มีนาคมนี้หรืออาจเลื่อนไปเป็นเดือนเมษายนตามที่มี ส.ส.พรรคเพื่อไทย บางคนเสนอ)

 เมื่อท่าทีของนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ที่มี ส.ส.9 คน ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า ไม่เห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทยโดยเฉพาะประเด็นการเสนอชื่อ "เฉลิม อยู่บำรุง" เป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 158 และอ้างว่าบ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤติ ไม่ใช่เวลาที่จะมาทะเลาะหรือเอาชนะคะคานกัน
 แถมยังเสนอให้เปลี่ยนเป็น "ยื่นญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติแทน" ซึ่งข้อเสนอของ "ป๋าเหนาะ" ชงหวาน ให้แก่รัฐบาลเสียเหลือเกิน แถมเป็นการ "ผิดที่-ผิดเวลา"
 ซึ่งไม่ต่างไปจาก "พรรคเพื่อแผ่นดิน" ในซีกของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่มี 12 เสียง ที่ประกาศตัวว่าจะไม่ร่วมลงชื่อสนับสนุนญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเพราะอยากให้เวลารัฐบาลได้ทำงานมากกว่านี้
 แถม พล.ต.อ.ประชายังออกมาให้สัมภาษณ์ชื่นชมการทำงานของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ด้วยซ้ำ ทั้งที่เคยต่อสู้กันมาสมัยโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อ 2 เดือนก่อน
 ซึ่งท่าทีของนายเสนาะ และพล.ต.อ.ประชา อาจเป็นการต้องการปูทางนำไปสู่การเข้าร่วมรัฐบาลของทั้ง 2 พรรคการเมืองในอนาคต หลังศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านพ้นไป ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของการเมือง
 แต่ถึงกระนั้น...รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ควรประมาทหรือมองข้ามศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในครั้งนี้
 เพราะว่า ร.ต.อ.เฉลิม ในฐานะประธานคณะทำงานเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทย ได้ยืนยันว่ามีความพร้อมในด้านข้อมูลและต้องเดินหน้าต่อไป
 ซึ่งแม้ว่าขณะนี้พรรคเพื่อไทย จะยังไม่สรุปชนิดร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีคนไหนบ้างและกี่คน
 แต่ก็มีรายชื่อที่ "จองกฐิน" ไว้แล้ว 4 คน คือ นายอภิสิทธิ์ นายกฯ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ประเด็นบริหารนโยบายด้านเศรษฐกิจผิดพลาด นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ประเด็นการร่วมชุมนุมยึดสนามบินและนายอิสสระ สมชัย รมว.การพัฒนาสังคมฯ โดยจะมีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ถึงนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีต รมว.การพัฒนาสังคมฯ เรื่องปลากระป๋องเน่า
 นอกจากนี้ "พรรคเพื่อไทย" ยังได้ติดตามข้อมูลในกระทรวงต่างๆ ซึ่งมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องถึง 10 คนอีกด้วย
 และที่ผ่านมา ก็ต้องให้ "เครดิต" กับ "พรรคเพื่อไทย" ว่า มีฝีมือในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเหมือนกัน
 อย่างกรณี "เรื่องปลากระป๋องเน่า" ก็มาจากการตรวจสอบของ "พรรคเพื่อไทย" จนเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยนายวิฑูรย์ต้องตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี
 หรืออย่างเรื่องเงินจำนวน 258 ล้านบาท ที่บริษัท ทีพีไอ โพลีน จ่ายให้บริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ซึ่งเชื่อมโยงถึงเงินบริจาคและเงินสนับสนุนพรรคการเมืองจาก กกต. ของพรรคประชาธิปัตย์และโยงถึงเบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ประมาทไม่ได้เช่นกัน
 หรืออย่างกรณีที่ "อภิสิทธิ์" แถลงวันแรกในเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ถึง 4 ภารกิจ คือ 1.ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.สร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติ 3.สร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง และ 4.กู้และสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืน ก็มีข่าวว่าทางพรรคเพื่อไทย มีการทำ "การบ้าน" มาเป็นอย่างดี โดยจะมีการชี้ให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ล้มเหลวทั้ง 4 ภารกิจอย่างไรและจะทำให้ปัญหาทั้ง 4 เรื่อง ลุกลามเลยเถิดไปถึงไหนและเพราะอะไร
 และหากดู "อาการ" ของ ร.ต.อ.เฉลิม ประธานคณะทำงานอภิปรายไม่ไว้วางใจงวดนี้ เหมือนจะมี "หมากเด็ด" เพราะคราวนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ดูเงียบผิดปกติ และไม่พูดมากถึงข้อมูลที่จะนำมาอภิปราย มีการ "อุบไต๋" ไว้
 แถมยังประกาศว่า หากการอภิปรายของตัวเอง สมาชิกพรรคเห็นว่าไม่ได้เรื่อง ก็พร้อมที่จะลาออกจากตำแหน่งประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย 
 ดังนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม น่าจะมี "ไม้ตาย" และหาก "มีของ" ตามคาดหมายจริง ก็ถือว่าเป็น "อันตราย "สำหรับรัฐบาลพอสมควร
 เพราะว่า "เวทีของสภา" เป็นสนามของการแสดงความสามารถ แสดงพยานหลักฐาน ข้อมูลและข้อเท็จจริง
 โดยพรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่เป็นผู้กล่าวหา ด้านรัฐบาลและรัฐมนตรีเป็นผู้ชี้แจง
 ส่วนฝ่ายไหนจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่ากัน ประชาชนจะเป็น "กรรมการ" ตัดสิน
 ดังนั้นหากการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ พรรคเพื่อไทย มีพยานหลักฐานน่าเชื่อถือ ไม่ใช่แค่ "ราคาคุย" 
 แม้ว่าสุดท้ายรัฐบาลจะใช้พวกมากลากไปใช้เสียงโหวตสนับสนุนจนรอดพ้นไปได้
 แต่ความเชื่อถือของประชาชนต่อรัฐบาลชุดนี้ก็จะลดลง
 และนั่นก็คือ...การเริ่มต้น "จุดจบ" ของรัฐบาล !! 


*** โต๊ะข่าวการเมือง **