
"มาบตาพุด"ปมร้อนขย่มการลงทุนเสียงเตือนจากชุมชนให้เร่งสร้างสมดุล
ในที่สุดการประท้วงของกลุ่มชาวบ้านที่ไม่พอใจมาตรการแก้ปัญหาความเดือดร้อนจากการปล่อยมลพิษในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ก็ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ภาคประชาชนถือว่า นี่คือชัยชนะครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของพวกเขา เมื่อศาลปกครองกล
หลังจากสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและประชาชนชาวมาบตาพุดกับพวกรวม 43 ราย ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ว่าผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกันออกคำสั่งโดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอน วิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่สำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น ตลอดจนละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
การระงับโครงการลงทุน 76 โครงการนั้น นอกจากจะกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในด้านการลงทุน และความเสียหายทางเศรษฐกิจแล้ว กรณีดังกล่าวอาจกลายเป็นปัญหาทางการเมืองในระดับประเทศได้โดยง่าย และยังรวมถึงปัญหาที่อาจนำไปสู่ความแตกแยกของสังคมที่ผู้คนในชุมชนมีมุมมองแตกต่างกัน
แม้ล่าสุดในแง่ของการแก้ปัญหาด้านการลงทุนให้ภาคอุตสาหกรรม ดูเหมือนจะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จากการคลอดกฎเกณฑ์รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (อีเอชเอ) ที่จะเดินตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้ภาคเอกชนเดินตามกรอบ เพื่อให้กิจการสามารถเดินหน้าต่อไปได้ก็ตาม
แต่ดูเหมือนการแก้ปัญหาให้ชาวบ้านที่เผชิญกับปัญหามลพิษมานาน ไม่น่าจะเป็นเรื่องง่าย เพราะชาวระยองต้องทนแบกรับภาระมานานท่ามกลางความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของประเทศ ตั้งแต่สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และต่อเนื่องกันมาถึงปัจจุบัน อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนประเทศจากเกษตรกรรมไปสู่ประเทศอุตสาหกรรม ขณะที่ความรุนแรงของปัญหามลพิษก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น ปัญหามาบตาพุดจึงเป็นเสมือนกระดิ่งเตือน ว่ามลพิษในพื้นที่แห่งนี้เริ่มเกินระดับที่ชาวบ้านจะทนรับได้อีกต่อไป จนนำมาสู่การลุกขึ้นประท้วงของภาคประชาชน และเป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศไทยกลับมามองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยภาคอุตสาหกรรมหนักที่เต็มไปด้วยมลพิษนั้น ควรที่จะเดินหน้าต่อหรือไม่ ท่ามกลางกระแสเรียกร้องของประชาคมโลกที่อยากเห็นอุตสาหกรรมสีเขียว ด้วยการหันมาเน้นอุตสาหกรรมภาคเกษตรที่เป็นการต่อยอดพื้นฐานดั้งเดิมของไทยหรือไม่ และที่สำคัญการอยู่ร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับชุมชนนั้น ต้องเป็นไปอย่างสมดุลและมีความยั่งยืน
ดังเห็นได้จากคำสั่งของศาลในตอนหนึ่งที่ระบุถึงผลกระทบของปัญหาและความเสียหายด้านเศรษฐกิจที่จะตามมาจากการสั่งระงับโครงการ ซึ่งมีการร้องค้านจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปด ว่าศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ปัญหาดังกล่าวสามารถป้องกันแก้ไขและบรรเทาให้ลดน้อยลงได้ด้วยการบริหารราชการแผ่นดินตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญตามแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ และการบริหารจัดการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างภาครัฐและเอกชน
ชี้รัฐ "เกียร์ว่าง” ต้นตอปัญหา
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน หนึ่งในแกนนำผู้ฟ้อง กล่าวว่า สมาคมไม่ต้องการจะขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพียงแต่ต้องการให้ภาครัฐทำตามกฎหมายเท่านั้น และที่ผ่านมาภาคประชาชนต้องการให้รัฐบาลมาหารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน แต่รัฐบาลไม่เคยเชิญไปหารือร่วมกันเลย ทั้งที่ความจริงแล้วก็พร้อมจะหารือ 3 ฝ่าย ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนอยู่แล้ว
"76 โครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เป้าหมายของสมาคมไม่ได้อยู่ที่มาบตาพุด แต่อยู่ที่พื้นที่อุตสาหกรรมทั่วประเทศ ซึ่งมาบตาพุดเป็นปลายยอด ที่ชี้ให้เห็นการแก้ปัญหาของภาครัฐ ซึ่งผู้ประกอบการและธนาคารอาจมองสมาคมเป็นผู้ร้าย แต่เชื่อว่าสิ่งที่ดำเนินการจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม" นายศรีสุวรรณ กล่าว
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นนายศรีสุวรรณมองว่า เป็นเพราะหน่วยงานราชการใส่เกียร์ว่าง ไม่ยอมบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่กำหนดให้ภาครัฐออกกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิชุมชนภายในหนึ่งปี นับตั้งแต่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และที่ผ่านมา สมาคมพยายามทวงถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่มีคำตอบเช่นกัน กระทั่งสมาคมต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในที่สุด
"สมาคมต้องใช้อำนาจศาลปกครองดำเนินการ โดยข้อมูลทั้งหมดที่ใช้ในชั้นศาล เป็นข้อมูลจากหน่วยงานราชการทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงสาธารณสุข ทำให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวออกมา หลายคนเห็นว่าปัญหาครั้งนี้เป็นอุบัติเหตุในการบังคับใช้กฎหมาย แต่ผมเห็นว่า ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นความตั้งใจของส่วนราชการ ที่จะไม่ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมากกว่า" นายศรีสุวรรณ กล่าว
เงินลงทุน 3.3 แสนล.-กระทบเป็นห่วงโซ่
สำหรับผลกระทบที่จะตามมาจากการระงับโครงการลงทุนในมาบตาพุดนั้น คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ทำผลสรุป โดยคาดว่าจะก่อความเสียหายอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพราะ 76 โครงการมีเงินลงทุนรวมกันถึง 3.3 แสนล้านบาท มากกว่าจำนวนงบลงทุนของรัฐบาลทั้งปี เคยมีการประมาณการไว้ว่า หากโครงการเหล่านี้เปิดดำเนินการจะสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศได้ปีละมากกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งหากทุกอย่างจะต้องหยุดชะงักลง คาดว่าจะมีผลให้จีดีพีของไทยปี 2552 ติดลบมากขึ้นอีก 0.1% และจีดีพีปี 2553 ขยายตัวลดลง 0.5%
ขณะที่การจ้างงานจะสูญเสียโอกาส เนื่องจากโครงการลงทุนต่างๆ จะมีการใช้แรงงานในการก่อสร้างประมาณ 4 หมื่นคน และเมื่อเปิดดำเนินกิจการ จะมีการสร้างงานกว่า 1 แสนคน รวมทั้งแรงงานในท้องถิ่นและแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน หรืออุตสาหกรรมที่มีความต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่กำลังฟื้นตัวขึ้นจะถดถอยลง โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ จากความขัดแย้งระหว่างนโยบายส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล กับข้อจำกัดทางกฎหมาย จะทำให้ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลถูกสั่นคลอด และกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ทำให้เกิดย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านแทน รวมทั้งมีโอกาสจะเกิดคดีความที่ภาคเอกชนซึ่งได้รับอนุมัติให้ดำเนินการแล้วแต่ถูกระงับโครงการฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐ หรือระหว่างเอกชนกันเอง
“หากโครงการดังกล่าวถูกระงับเป็นเวลานาน สถาบันการเงินที่สนับสนุนเงินทุนย่อมได้รับผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตของสินเชื่อ รายได้ และคุณภาพสินเชื่อ ขณะที่สถาบันการเงินอื่นๆ กระทบทางอ้อม เมื่อระงับโครงการจะกระทบต่อการจ้างงาน ผู้รับเหมาก่อสร้าง ลูกค้า และต่อเนื่องไปถึงความสามารถในการชำระหนี้สถาบันการเงิน” รายงานจาก กกร.ระบุ
สอดคล้องกับความเห็นของนายสรสิทธิ์ สุนทรเกส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่า ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งอาจจะประสบกับปัญหาการเร่งตัวของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จากการปล่อยสินเชื่อให้แก่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด วงเงินรวมกว่า 9 หมื่นล้านบาท ในช่วงที่ผ่านมา หากโครงการดังกล่าวไม่สามารถที่จะดำเนินการต่อไปได้
"เรื่องนี้ยังต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งขอย้ำอีกว่าจำเป็นต้องจับตาจริง แม้ขณะนี้ สินเชื่อที่ปล่อยไปยังไม่เป็นเอ็นพีแอลก็ตาม หากโครงการดำเนินไม่ได้เงินสินเชื่อที่ธนาคารปล่อยจะกลายเป็นความสูญเปล่าต่อระบบเศรษฐกิจไทย แทนที่จะนำไปทำประโยชน์ด้านอื่น และส่งผลต่อเนื่องไปยังปัญหาการจ้างงาน" นายสรสิทธิ์กล่าว
หากมองในแง่เศรษฐกิจแล้วก็ต้องยอมรับว่า การระงับโครงการลงทุนในมาบตาพุดจะสร้างความเสียหายมากมายมหาศาล แต่ในแง่ของคุณภาพชีวิตของชุมชนก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น ภาครัฐจะต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงาน และสร้างความรอมชอมให้เกิดขึ้นกับภาคประชาชนและภาคธุรกิจ สิ่งใดที่เคยทำไม่ถูก ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบก็ต้องเร่งปรับแก้ เพื่อให้การดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามข้อบังคับ เพราะโครงการที่ลงทุนไปแล้ว จะสั่งให้หยุดก็ไม่ถูกต้อง



