
อัตวินิบาตกรรมหรือทำให้เชื่อว่าฆ่าตัวตาย ?
กลายเป็นประเด็นสงสัยใคร่รู้และต้องการคำตอบเกี่ยวกับการตายของ "สุภัทร เนินวิเชียร" วัย 29 ปี ผู้ต้องขังคดีลักทรัพย์และพยายามหลบหนีการควบคุมตัวที่ศาลจังหวัดตลิ่งชันว่า เป็นการทำอัตวินิบาตกรรมจริง หรือทำให้เชื่อว่าเป็นการฆ่าตัวตาย...กันแน่ !?!
"สุภัทร เนินวิเชียร" เป็นหนึ่งในแก๊ง "หมูสกปรก" ตระเวนลักทรัพย์ตามหมู่บ้านคนรวย ถูกจับกุมเมื่อเดือนมีนาคม 2552 พร้อมกับ "ณัฐ ชาหอม" หัวหน้าแก๊งวัย 32 ปี และเพื่อนร่วมแก๊งรวม 5 คน หลังสอบสวนเสร็จถูกนำตัวไปคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จากนั้นวันที่ 21 ธันวาคม ที่ผ่านมา ก็มีความพยายามจะหลบหนีการควบคุม โดยร่วมกับณัฐและ "ชัชวาล โง้วกิมเซ้ง" สร้างสถานการณ์วุ่นวายที่ศาลจังหวัดตลิ่งชัน แต่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไม่หลงกล ตามจับกุมก่อนจะหนีได้หวุดหวิด
คล้อยหลังเหตุการณ์ครั้งนั้นเพียง 1 สัปดาห์ สุภัทรก็ถูกพบเป็นศพผูกคอตายอยู่ในห้องขังเดี่ยวเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อย่างเป็นปริศนา พร้อมกับจดหมายลาตายและเบอร์ติดต่อลูกเมียตามที่เจ้าหน้าที่อ้างถึง ?
ข่าวการตายของหนึ่งในแก๊งหมูสกปรกที่พยายามหนีการควบคุมตัว เป็นที่รับรู้ในบรรดานักสืบที่ทำคดีของเขาตั้งแต่เช้าวันที่ 27 ธันวาคม 2552 หลายคนตั้งข้อสงสัยและวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา ถึงสิ่งที่น่าจะเป็นมูลเหตุการตายครั้งนี้ในทุกๆ ด้าน ไม่เว้นแม้แต่ประเด็นถูกทำให้เชื่อว่า เป็นการฆ่าตัวตาย
จนถึงขณะนี้ข้อความในจดหมายก็ยังไม่เป็นที่เปิดเผยมากไปกว่าที่เจ้าหน้าที่ออกมาระบุว่า เป็นจดหมายสั่งลาเมีย ทว่าหนึ่งในชุดสืบสวนสอบสวนในคดีพยายามหลบหนีศาลกลับได้ยินมาคนละอย่าง คือ เป็นจดหมายกล่าวถึงความเครียดที่ถูกเมียทิ้ง และเอาทรัพย์สินเงินทองที่ได้จากการลักทรัพย์ไปด้วย นำมาสู่การฆ่าตัวตายในครั้งนี้
ชุดสืบสวนสอบสวนหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเครียดเรื่องเมียหอบเงินหนี แล้วทำไมเพิ่งมาฆ่าตัวตายเอาตอนนี้ ?!!
นั่นคือข้อสงสัย แต่พวกเขาก็ไม่ก้าวล่วงหาบทสรุปหรือทึกทักเอาเองว่า สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไร คงปล่อยให้เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวน สน.ประชาชื่น ค้นหาคำตอบ ซึ่งหลังจากนี้จะทำสำนวนแบ่งเป็น 2 คดี คือ คดีชันสูตรพลิกศพ กับการจำหน่ายคดีที่เกี่ยวข้องกับสุภัทรทั้งหมด
อย่างไรก็ดี ชุดสืบสวนสอบสวนอีกคนให้ข้อมูลว่า หลังเกิดเหตุที่ศาลจังหวัดตลิ่งชัน มีการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายส่วน ทั้งศาล กรมราชทัณฑ์ และตำรวจ โดยเขาจะขอพูดถึงการสอบสวนในส่วนของตำรวจเท่านั้น
ข้อเท็จจริงในส่วนของตำรวจมีอยู่ว่า...การสอบสวนณัฐกับสุภัทรให้รายละเอียดเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งคดี รวมถึงบอกเล่าขั้นตอนชิงตัวพวกเขาไว้อย่างละเอียด โดยเฉพาะณัฐจะให้ข้อมูลละเอียดมากกว่าสุภัทร โดยสรุปว่าณัฐร่วมมือกับชัชวาลเป็นคนวางแผนตระเตรียมทุกอย่าง เพราะสังเกตเห็นว่า การเดินทางไปศาลจังหวัดตลิ่งชันนั้น รถขนผู้ต้องขังจะจอดอยู่หน้าศาล แล้วให้นักโทษเดินเข้าไปยังห้องควบคุมชั้นล่าง ไม่เหมือนกับศาลอื่นๆ ที่รถขนผู้ต้องขังจะเข้าไปจอดยังหน้าห้องควบคุมเลย ซึ่งเป็นกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
ประเด็นนี้ดูเหมือนจะขัดแย้งกับข้อเท็จจริงของศาลและราชทัณฑ์ แต่ชุดสืบสวนสอบสวนเองก็ยืนยันว่า คำให้การนี้มีการลงบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเอาไว้อย่างชัดเจนเช่นกัน !
ณัฐและสุภัทรเดินทางไปขึ้นศาลจังหวัดตลิ่งชัน 3-4 ครั้งแล้ว จึงรู้เห็นช่องทางนี้ เลยวางแผนให้ชัชวาลนำตลับยาหม่องพันสายไฟกับหลอดยาดมไปซุกซ่อนไว้ในช่องลมรถขนผู้ต้องขังของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จากนั้นณัฐได้นัดแนะกับสุภัทรทำนองว่า วันเกิดเหตุจะมีการชิงตัว ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นให้วิ่งหนีอย่างเดียว เดี๋ยวจะมีรถมารับ สอดคล้องกับแผนประทุษกรรม คือ เมื่อเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ตะครุบตัวณัฐเอาไว้ได้แล้ว สุภัทรยังคงตั้งหน้าวิ่งไปขึ้นรถ แต่โชคไม่ดีที่ชัชวาลลืมปลดเซ็นทรัลล็อก ทำให้สุภัทรขึ้นรถไม่ได้และได้รับบาดเจ็บเนื้อตัวถลอกปอกเปิก
"หลังจากพนักงานสอบสวนสอบปากคำเสร็จก็ส่งตัวทั้ง 2 คนกลับเรือนจำ แล้วก็ถูกแยกขังเดี่ยว มีการตีตรวนแยกอยู่กันคนละห้อง" ชุดสืบสวนสอบสวนระบุ
นี่อาจจะเป็นสาเหตุแห่งความเครียดที่เพิ่มมากขึ้นหรือเปล่า ชุดสืบสวนไม่ขอออกความเห็น !
อย่างไรก็ตาม ถ้าสุภัทรไม่ด่วนตายไปเสียก่อน พนักงานสอบสวนพอจะอนุมานอัตราโทษที่เขาจะได้รับคร่าวๆ ได้ว่า ข้อหาพยายามหลบหนีจากการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่มีอัตราโทษจำคุกประมาณ 5 ปี ส่วนคดีลักทรัพย์พนักงานสอบสวนไม่แน่ใจว่าเขาถูกอายัดตัวไว้ดำเนินคดีกี่คดีกันแน่ แต่ถ้าสมมติมี 10 คดี ถูกตัดสินจำคุกคดีละ 5 ปี ก็เท่ากับ 50 ปี รวมเบ็ดเสร็จเขาอาจจะต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในเรือนจำจนแก่ตายก็ได้
อย่างไรก็ดี ถ้าไม่มีสุภัทรเสียคนหนึ่ง พนักงานสอบสวนก็มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลต่อคดีที่เหลือ เนื่องจากผู้ต้องขังในคดีที่เหลือส่วนใหญ่ให้การรับสารภาพ จึงไม่น่าจะมีผลเสียแต่อย่างใด
ชุดสืบสวนสรุปง่ายๆ ว่า การตายของสุภัทรไม่มีผลอะไรกับคดีในส่วนของตำรวจ เพราะส่วนใหญ่ขึ้นสู่การพิจารณาคดีในชั้นศาลแล้ว ส่วนจะเกิดจากอะไรก็สุดจะคาดเดา ด้วยว่าอยู่นอกเหนือการรู้เห็น !!?
ส่วนความคืบหน้าการติดตามตัวชัชวาลนั้น ขณะนี้ชุดสืบสวน กก.สส.น.7 สน.ตลิ่งชัน และ ศส.บช.น. กำลังเร่งรัดติดตามความเคลื่อนไหวไปตามสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งตัวนายประกัน พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง แต่ก็ยังไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ ยกเว้นหลักฐานใหม่ที่ได้จากกล้องวงจรปิดหน้าด่านจ่ายเงินทางขึ้นด่วนอาจณรงค์ 1
โดยในวันเกิดเหตุกล้องวงจรปิดตัวดังกล่าวสามารถบันทึกภาพชัชวาลขับรถเก๋งฮอนด้า ซีวิค สีเขียว คันก่อเหตุหยุดจ่ายเงินค่าทางด่วน 90 บาท ก่อนจะส่งสัญญาณมือบอกให้รถเก๋งโตโยต้า รุ่นสามห่วง สีเขียวอ่อน ที่อยู่ข้างหลังให้รู้ว่าไม่ต้องจ่ายเงิน เพราะได้จ่ายค่าทางด่วนให้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งชุดสืบสวนเชื่อว่าคนในรถเก๋งข้างต้นน่าจะมีส่วนรู้เห็นกับการชิงตัวผู้ต้องขังแก๊งหมูสกปรกด้วย



