ข่าว

ชี้ปมมาบตาพุดสัญญาณเตือนศก.ถึงจุดเปลี่ยนการลงทุน

ชี้ปมมาบตาพุดสัญญาณเตือนศก.ถึงจุดเปลี่ยนการลงทุน

27 ธ.ค. 2552

คลังมองปัญหามาบตาพุด สัญญาณเตือนถึงเวลาไทยปรับตัวด้านการลงทุน ชี้ต้องเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมหนักมาเน้นพัฒนาภาคเกษตร อุตฯ สีเขียว ภาคบริการแทน มองเป็นจุดแข็งของไทยแทนที่จะมองหาพื้นที่ลงทุนใหม่

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2553 น่าจะถึงจุดเปลี่ยน ซึ่งมาจากกรณีปัญหาการลงทุนในมาบตาพุด โดยนักลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมหนักจะทยอยถอนการลงทุนไปยังประเทศที่ต้องการ สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่เน้นการดูแลสิ่งแวดล้อมและมุ่งหาอุตสาหกรรมสีเขียว อุตสาหกรรมสะอาด พลังงานทดแทน อุตสาหกรรมเกษตร

 "มาบตาพุดคือกระดิ่งเตือนเศรษฐกิจไทยว่าจำเป็นต้องหันมาเน้นพัฒนาภาคเกษตรและบริการที่เราแข็งแรงอยู่แล้ว เพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น หรือเน้นอุตสาหกรรมสะอาด อุตสาหกรรมอาหารและตัวแทนจำหน่ายสินค้าแทน เพราะจากนี้จะให้มองหาพื้นที่ อย่างมาบตาพุด หรือรวมไปถึงชายฝั่งทะลตะวันออกทั้งหมด ซึ่งเคยเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหลักในเมืองไทยคงหาได้ยาก" นายเอกนิติกล่าว

 ทั้งนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปีหน้าจะคู่ขนานไปกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านการเมืองที่จะส่งผลกระทบหลักต่อความเชื่อมั่น การบริโภคและการลงทุน ทำให้รัฐบาลยังจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าตามแผนการลงทุนโครงการไทยเข้มแข็งอย่างเร่งด่วน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ลดต้นทุนภาคการผลิต สร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ เพราะหากไม่เร่งทำปัญหาเดิม เช่น การพึ่งพาการส่งออกที่ปัจจุบันอยู่ที่ 72% ของจีดีพีก็จะยังคงอยู่ และหากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกอีกรอบ ไทยก็ต้องเผชิญปัญหาเช่นต้นปีที่ผ่านมา ดังนั้น หากเร่งการลงทุนได้เร็วก็จะลดการพึ่งพาส่งออกได้เร็ว

 นายเอกนิติกล่าวถึงความมั่นคงทางด้านการคลังของประเทศขณะนี้ว่า แต่ละปีรัฐมีภาระชำระดอกเบี้ยประมาณ 1.7 แสนล้านบาท โดย 7 หมื่นล้านบาท เป็นหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (เอฟไอดีเอฟ) ซึ่งถือเป็นความท้าทายของทางด้านการคลังประเทศ เพราะหากไม่เร่งลดงบชำระหนี้รัฐบาลก็จะมีเม็ดเงินเพื่อการลงทุนน้อยลง ส่วนจะเดินหน้าอย่างไรคงขึ้นอยู่กับพิจารณาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ต้องทำงานประสานกันต่อไป สำหรับภาระหนี้ต่อจีดีพีใน 2-3 ปีนับจากนี้จะเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 58% ในปี 2555 ซึ่งหลังจากนั้นกระทรวงการคลังจำเป็นต้องจัดทำงบประมาณสมดุลเพื่อทยอยลดหนี้สาธารณะต่อไปเพื่อให้ฐานะการคลังมีความมั่นคง