
หายนภัยธรรมชาติ 2009
ไม่ต้องรอถึงปี 2012 แค่ปี 2009 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปนี้ก็มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นจนนับไม่หวาดไม่ไหว แถมยังเป็นปรากฏการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี เช่น เหตุการณ์ไฟป่าเผาผลาญบ้านเรือนประชาชน หรือพายุไต้ฝุ่นพัดถล่มหลายประเทศในเอเชียเสียหายยับเยิน ซึ่งโต๊ะข่าวต่า
เริ่มที่ มหาไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดในออสเตรเลีย เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ เผาผลาญพื้นที่ภาคตะวันออกของแดนออสซี่ไปเกือบ 2 แสนไร่ นอกเหนือจากคร่าชีวิตชาวบ้านที่หนีฝ่าวงล้อมของไฟป่าไม่ทัน เสียชีวิตคากองเพลิงอีก 173 ศพ นับเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสะเทือนใจให้ชาวแดนจิงโจ้ ที่ไม่เคยเผชิญเหตุการณ์ไฟป่ารุนแรงเช่นนี้มาเกือบ 30 ปี
แถมปลายปีชาวออสเตรเลียต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ทั้งพายุ ฝนตกหนัก และไฟป่าอีกระลอก
ส่วนที่ลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเจอไฟป่าหนักๆ มาหลายปี ปีนี้ก็ไม่รอด เกิดไฟป่าขนาดมหึมาเผาผลาญทำลายพื้นที่ป่า และบ้านเรือนประชาชนไปกว่า 60 หลัง พระเพลิงยังคร่าชีวิตนักผจญเพลิงเสียชีวิตไป 2 ศพด้วย ขณะที่กรีซก็เผชิญกับไฟป่าครั้งรุนแรงนอกกรุงเอเธนส์ ทำให้ชาวบ้านต้องอพยพหนีตายหลายพันคน
ต่อมาวันที่ 6 เมษายน ชาวอิตาลีต้องตื่นมาพบความช็อก เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 ริกเตอร์ที่เมืองลากีลา ทางตอนกลางของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 294 คน บาดเจ็บอีกกว่า 1,500 คน ทำลายบ้านเรือนโบราณอายุหลายร้อยปีพังเสียหาย และมีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยหลายหมื่นคน นับเป็นเหตุธรณีพิโรธครั้งรุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 30 ปีของอิตาลี ขณะที่นายกรัฐมนตรีซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ปลอบใจผู้ประสบภัยด้วยการประกาศสร้างบ้านใหม่ให้ทุกคน
พอย่างเข้าฤดูมรสุม อินเดีย และบังกลาเทศ ประเทศเล็กๆ ในอ่าวเบงกอลก็เผชิญกับ พายุไซโคลนไอลา ที่พัดถล่มทำลายบ้านเรือนประชาชนหลายหมื่นหลัง และคร่าชีวิตผู้คนไป 115 คน
แล้วก็ถึงเวลาเพชฌฆาตตัวจริงอย่างพายุไต้ฝุ่น เริ่มที่ ไต้ฝุ่นมรกต ที่เริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ก่อนจะพัดเข้าถล่มไต้หวัน ทำให้เกิดน้ำท่วมดินถล่ม มีผู้เสียชีวิตถึง 670 คน สร้างความสับสนวุ่นวายไปทั่วประเทศเรื่องการระดมกำลังช่วยเหลือในภัยพิบัติไต้ฝุ่นถล่มครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี
ขณะที่รัฐบาลซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความช่วยเหลือล่าช้า ก็สังเวยไต้ฝุ่นมรกตไปเช่นเดียวกัน เมื่อนายกรัฐมนตรีหลิว จ้าวเสวียน ต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบเรื่องการรับมือหายนภัยเชื่องช้า โดยพายุลูกนี้ยังออกไปล่าชีวิตประชาชนในฟิลิปปินส์ตายอีก 22 ศพ และในจีนอีก 8 ศพ
ต่อมาถึงคิว พายุไต้ฝุ่นกิสนา หรือกฤษณา ที่ก่อตัวขึ้นทางภาคตะวันออกของฟิลิปปินส์ ก่อนจะเคลื่อนตัวพัดถล่มแดนตากาล็อกนานถึง 9 ชั่วโมง ทำให้เกิดลมแรงและฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้างในแถบภาคเหนือของประเทศ โดยเฉพาะในกรุงมะนิลา ที่เกิดน้ำท่วมฉับพลันสูงถึง 6 เมตร ทำให้ประชาชนแตกตื่นหนีตายกันจ้าละหวั่น นับเป็นเหตุน้ำท่วมหนักที่สุดในรอบ 40 ปีของฟิลิปปินส์ ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตในเอเชียจากพายุลูกนี้นั้นสูงถึง 517 ศพ เฉพาะแค่ในฟิลิปปินส์ก็สูงกว่า 240 ศพแล้ว
หลังจากกิสนา ฟิลิปปินส์ยังโดนพายุไต้ฝุ่นพัดถล่มอีกหลายลูก ได้แก่ ไต้ฝุ่นป้าหม่า ไต้ฝุ่นเมอโล และไต้ฝุ่นมิรีแน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านอากาศในฟิลิปปินส์ต่างประหลาดใจเรื่องความรุนแรงและรูปแบบของไต้ฝุ่นที่พัดถล่มในช่วง 2 ปีหลังนี้ โดยระบุว่า แม้ประเทศนี้จะเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นเฉลี่ยปีละ 20 ลูก แต่รูปแบบของพายุได้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเมื่อเดือนเมษายนซึ่งอยู่ในช่วงฤดูร้อน กลับมีพายุไต้ฝุ่นพัดถล่มถึง 3 ลูก อีกทั้งยังเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเคลื่อนตัวในช่วงเดือนมิถุนายน โดยพัดปกคลุมพื้นที่ตอนเหนือและตอนกลางของเกาะลูซอนเป็นครั้งแรก
สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าเป็นผลจากภาวะโลกร้อน
ต่อมาเป็นภัยแผ่นดินไหวล้วนๆ ที่อินโดนีเซีย เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ๆ ถึง 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นที่จังหวัดชวาตะวันตก เมื่อแผ่นดินไหวความแรงถึง 7.0 ริกเตอร์เขย่าบ้านเรือนประชาชนพังถล่มหลายร้อยหลัง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 123 ศพ ต่อมาในวันที่ 30 กันยายน เกิด แผ่นดินไหว 7.6 ริกเตอร์ขึ้นในเมืองปาดัง บนเกาะสุมาตรา ซึ่งคราวนี้แรงสั่นสะเทือนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,115 ศพ ส่วนใหญ่ถูกบ้านพังทลายทับร่าง อีกทั้งฝนที่ตกลงมาอย่างหนักยังทำให้การกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบากด้วย
ส่วนเหตุการณ์ที่ทำให้คนไทยขวัญผวานึกถึงเหตุพิบัติภัยเมื่อปลายปี 2547 คงหนีไม่พ้นเหตุแผ่นดินไหวใต้ทะเลทำให้เกิด คลื่นยักษ์สึนามิซัดถล่มหมู่เกาะซามัว และหมู่เกาะตองกา เมื่อวันที่ 29 กันยายน ซึ่งแรงสั่นสะเทือนถึง 8.0 ริกเตอร์บริเวณใต้ทะเลลึกห่างจากซามัวไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ได้ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิลูกมหึมาสูงราว 6-9 เมตร ซัดถล่มหมู่บ้าน และรีสอร์ทตลอดชายฝั่งของประเทศหมู่เกาะอย่างซามัว และอเมริกันซามัว รวมทั้งประเทศตองกา ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 178 ศพ ในจำนวนนี้รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ไปเที่ยวพักผ่อนที่เกาะสวาทหาดสวรรค์แห่งนี้ด้วย



