
อนุพงษ์รับมีทหารแตกแถวฝากผบ.ทบ.คนใหม่จัดแถว
บิ๊กป๊อก รับ ยังมีทหารที่ยังแตกแถว ฝาก ผบ.ทบ.คนใหม่สานต่อ ยันตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ไม่เคยสิ้นคิดจัดตั้ง บูรพาพยักฆ์ เพราะสถาบันกองทัพเป็นอำนาจหลักไม่ใช่ของส่วนตัว
(27ธ.ค.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางกองทัพ ภายหลังเกษียณอายุราชการในปี 2553ว่า ไม่ว่าใครจะรับตำแหน่งในหน้าที่ใดก็แล้วแต่ ทุกคนส่วนใหญ่ต้องคิดว่า ภายใต้บทบาทภารกิจในหน่วยงานของตัวเองที่ตัวเองรับผิดชอบ จะทำอย่างไรให้หน่วยงานนั้น มีความเจริญ และสามารถปฎิบัติหน้าที่ตามบทบาทภารกิจได้ตามบทบาท
ทั้งนี้ เขาก็ได้มีการพูดคุยกับกำลังพล ถึงการดำเนินการในด้านต่าง ๆ ว่า จะดำเนินงานไปในทิศทางใด การที่เราจะปฎิบัติหน้าที่ตามบทบาท เราต้องไปดูว่า จะต้องทำอย่างไรให้องค์กรมีขีดความสามารถที่จะทำเช่นนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำลังพล ด้านการสร้างอุดมการณ์ที่จะให้กำลังพลยึดมั่นใน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน เรียกว่าการเตรียมกำลัง อีกส่วนหนึ่งก็คือในเรื่องการฝึกหัดกำลังพลให้สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ เพราะบทบาทภารกิจหลักของเราก็คือการป้องกันประเทศ รักษาอธิปไตยของประเทศ ในส่วนของยุทธโธปกรณ์ก็ยังคงใช้ของเดิมอยู่
เมื่อถามว่า เหลือเวลาอีก 8 เดือน ก่อนจะเกษียณอายุราชการ มีงานอะไรที่ยังไม่ได้ทำ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เรื่องการจัดเตรียมกำลังให้พร้อมปฎิบัติ เขาถือว่า การปลูกฝังอุดมการณ์ของคนเป็นเรื่องสำคัญ และต้องทำให้ดีกว่านี้ สาเหตุเจ้าหน้าที่โครงสร้างของเราก็คือนายทหารและนายสิบไม่ค่อยมีปัญหา จะมีนอกแถวนอกลู่ไปบ้างก็ว่าไปตามกฎระเบียบ วัตถุดิบมาจากสังคมในประเทศเราจึงต้องประเมินว่า ค่านิยมวัยรุ่นในตอนนี้เป็นอย่างไร แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่ดีไปเสียหมด แต่แนวคิดจะเปลี่ยนไปจากเดิม
"สังคมเปลี่ยนไป ยึดถือวัตถุมาขึ้น คิดแต่สิ่งใกล้ตัวของตัวเอง ผลประโยชน์ของตนเอง ความอดทนน้อย รักความสบายมากขึ้น ก็ต้องพยายามฝึกเขาให้อยู่ในกรอบที่จะทำเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เหมือนในอดีต บรรพชนของเราที่ทำกันคนสมัยก่อน ไม่มีวาระอย่างอื่น มีวาระอย่างเดียวก็คือทำเพื่อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ที่เคารพยิ่ง พวกเขาจึงได้เป็นห่วงสัมคมในปัจจุบัน เรื่องนี้ต้องเดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ ใครที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.คนต่อไปก็ต้องทำไปเรื่อย ๆ หยุดไม่ได้"
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า กองทัพต้องอยู่ต่อไป ไม่ว่าใครจะมาเป็น ผบ.ทบ. สถาบันกองทัพไม่ใช่ของเขา หรือใครที่ชอบเอามาอ้าง มันไม่ใช่ คนที่คิดแบบนั้นไม่เข้าใจ เป็นเหมือนอำนาจสถาบันหลักไม่ใช่ของส่วนตัว ใครที่มาปกครองอย่าคิดแบบตื้น ๆ
"ผมอยากจะเรียนให้คนตาสว่างว่า เพราะอะไรผมจึงปกครองกองทัพได้ และไม่กลัวการปฎิวัติ ไม่เคยกลัวแม้แต่นิดเดียว อยากจะยกตัวอย่างเรื่องที่มีการวิพากวิจารณ์ว่า ผมตั้งบูรพาพยัคฆ์ ผมไม่ตั้งบูรพาพยัคฆ์ เพราะการตั้งบูรพาพยักฆ์ เป็นการสิ้นคิดที่สุด คือตั้งพวกกันเอง ถ้าคุมไม่ได้ก็โดนปฎิวัติล้านเปอร์เซ็นต์ ผมทำอย่างนั้นไม่ได้ ไปดูรายละเอียดในเรื่องการปรับย้ายนายทหารในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่มีข้อติฉินนินทาทุกส่วนก็ต้องเติบโตขึ้นมา จัดแบบนี้ไม่มีการปฎิวัติ สำคัญที่สุดคือต้องมีคุณธรรม และให้ทุกส่วนมีโอกาสเติบโตขึ้นมาตามธรรมชาติของเขา เอาคนบูรพาพยัคฆ์มาสุมหัวกันปฎิวัติแน่นอน คนฉลาดไม่ทำแบบนั้น ผมก็มั่นใจว่า ผบ.ทบ.คนต่อไปก็ไม่ทำเช่นนั้น"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บูรพาพยัคฆ์ ประกอบไปด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่1 พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่2 พล.ต.วลิต โจรนภักดี ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ซึ่งทั้งหมดเป็น ”ทหารเสือพระราชินี“ จากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (พล.ร. 2 รอ.) ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี
ทั้งนี้ นายทหารเหล่านี้ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญของกองทัพบกในปัจจุบัน จนมีการวิพากวิจารณ์กันว่า การรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น เกิดจาก การดำเนินการของ พล.อ.อนุพงษ์ เพื่อต้องการให้กองทัพมีความเป็นปึกแผ่น โดยใช้ความสัมพันธ์บวกกับการไว้เนื้อเชื่อใจที่มี ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้บังคับบัญชา กับผู้ใต้บังคับบัญชาก พี่น้องร่วมสังกัด พื่อป้องกันการถูกปฎิวัติ และการต่อรองทางการเมือง



