ข่าว

 'ไวโอลิน' กับสุขนิยมเชิงบวกพ.ต.ท.ศักดิ์ชาย สุวรรณนุกูล

'ไวโอลิน' กับสุขนิยมเชิงบวกพ.ต.ท.ศักดิ์ชาย สุวรรณนุกูล

27 ธ.ค. 2552

เสียงเครื่องสายดังพละพลิ้วล่องลอยออกมาจากห้องฝ่ายสืบสวน สน.คันนายาว ฟังละเมียดสูงต่ำเป็นทำนองเพลงรักข้ามขอบฟ้า ตามติดด้วยเพลงวนาลี เพลงลูกกรุงอมตะ ชวนเคลิบเคลิ้มชักนำให้อยากเห็นหน้าคนบรรเลง...ในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าระเกะระกะด้วยโต๊ะทำงานและกองเอกสาร คันชั

นายตำรวจร่างใหญ่ผิวคล้ำใบหน้าเปี่ยมสุขแนบชิดติดไวโอลินที่คนทั่วไปรู้จักดี พ.ต.ท.ศักดิ์ชาย สุวรรณนุกูล สว.สส.สน.คันนายาว คือศิลปินผู้บรรเลงเพลงชวนฝันนี้ เมื่อรามือจากเครื่องดนตรีสุดรักจึงมีโอกาสได้ทักทายและสนทนาถึงเรื่องราวสบายๆ สไตล์สีกากีอย่างแท้จริง

 "ความสุขอยู่รอบตัวเรา แล้วแต่จะมองสิ่งใดเป็นความสุข ผมเล่นไวโอลินแล้วมีความสุข แต่ใครจะมีความสุขจากเสียงดนตรีที่ผมเล่นไปหรือเปล่าไม่รู้ (ฮา)" สารวัตรศักดิ์ชายปล่อยมุกขำๆ

 นายตำรวจหนุ่มใหญ่ บอกว่า การเล่นดนตรีช่วยทำให้ผ่อนคลาย บางครั้งทำงานสืบสวนคลี่คลายคดีแล้วสมองตื้อ คิดอะไรไม่ออกก็จะนำไวโอลินที่มีติดห้องทำงานมาเล่น หรือเวลาว่างๆ ก็เล่นให้ลูกน้องฟัง แต่เขาไม่ได้บอกว่าเป็นการบังคับให้ต้องฟังหรือไม่ (ฮา ฮา) ดังนั้น บางครั้งผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการสอบสวนจึงมีโอกาสได้ฟังดนตรีบรรเลงเพลินๆ ไปด้วย หรือตกเย็นเด็กๆ ลูกหลานตำรวจบางคนไปเรียนไวโอลินกลับมาก็มานั่งล้อมวงฟังนายตำรวจนักสืบเล่นอย่างเพลิดเพลินจำเริญใจ

 ด้วยความเป็นคนรักไวโอลินในห้องทำงานฝ่ายสืบสวนจึงมีไวโอลินเก็บไว้ 1 ตัว บวกกับไวโอลินตัวโปรดอีก 2 ตัวที่บ้านเท่านี้เขาก็สุขใจแล้ว โดยหนึ่งในสองตั้งใจจะให้ลูกสาววัยใกล้ทำบัตรประชาชนลองเล่นดู แต่ลูกสาวยุคดิจิทัลชื่นชมเพลงแนวพั้งก์มากกว่าดนตรีคลาสสิก จึงหันไปเล่นกีตาร์แทน นายตำรวจหนุ่มก็ไม่ฝืนใจให้การสนับสนุนในสิ่งที่ลูกรักและอยากทำมากที่สุด

 "ผมนึกว่าอยากให้ครอบครัวมีกิจกรรมเล่นดนตรีร่วมกัน ผมกับลูกสาวเล่นดนตรี ส่วนแม่เขาร้องเพลง มันเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและดูมีความสุขดีนะ" นายตำรวจผู้หลงรักเสียงไวโอลิน บอกถึงเหตุผลที่พยายามเคี่ยวเข็ญให้ลูกสาวเล่นดนตรี

 ความหลงใหลในเสียงไวโอลินของ พ.ต.ท.ศักดิ์ชาย เริ่มต้นตั้งแต่ยังเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี บ้านเกิด เมื่อครูบังคับให้นักเรียนทุกคนต้องเล่นครื่องดนตรีให้ได้ 1 ชิ้น เริ่มแรก ด.ช.ศักดิ์ชายเลือกเล่นคลาริเน็ต ก่อนจะมาลองเล่นไวโอลินจนมาหลงรักไวโอลิน เมื่อย้ายมาเรียนระดับมัธยมในเมืองหลวง จึงเปลี่ยนมาเล่นระนาดเอก กลองแขก เมาท์ออแกน แต่ก็นอกใจไวโอลินได้ไม่นานก็หวนกลับมาเล่นเครื่องดนตรีคลาสสิกชิ้นนี้อีกครั้ง และกลายเป็นเครื่องดนตรีในดวงใจจวบจนทุกวันนี้
 
 "ผมชอบเสียงของไวโอลิน เราสามารถเลือกเล่นให้เป็นเสียงสูงเสียงต่ำได้ตามใจต้องการ แตกต่างจากเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ เราเล่นโน้ตตัวไหนก็เป็นตัวนั้น ไม่สามารถปรับเสียงให้สูงต่ำได้ และการเล่นดนตรีนอกจากจะช่วยผ่อนคลายแล้ว คนที่ชอบเล่นดนตรีจะทำให้มีความละเอียดอ่อนในจิตใจและความคิดด้วย"

 สารวัตรศักดิ์ชาย บอกว่า ความคิดละเอียดอ่อนจะทำให้ได้มุมมองที่หลากหลาย ทั้งการใช้ชีวิต การมองสังคม และการทำงาน ซึ่งการเล่นดนตรีอาจช่วยให้มีความคิดละเอียดอ่อน ทำให้เกิดมุมมองหลากหลายในการพิจารณาคดี แนวทางคดี ตลอดจนมูลเหตุการก่อคดี !
 นายตำรวจนักสืบมีแง่มุมของชีวิตที่น่าสนใจ เขามองว่าดนตรีเป็นเรื่องของความสุข ดนตรีคือความสุขในตัวคนเราตามลัทธิสุขนิยม จึงพยายามทำทุกๆ อย่างให้มีความสุข บางคนต้องขับรถเฟอร์รารี่จึงจะมีความสุข แต่ตัวเขาแค่ได้เล่นดนตรีก็มีความสุขแล้ว หรือในขณะที่บางคนมองความก้าวหน้าในอาชีพ คือ การมียศตำแหน่งสูง มีฐานะทางเศรษฐกิจดีถึงจะมีความสุข ทั้งที่ในความเป็นจริงคนที่ยืนอยู่ตรงจุดนั้นอาจจะไม่มีความสุขเลยก็ได้

 "ความสุขของแต่ละคนต้องนิยามเอาเอง" พ.ต.ท.ศักดิ์ชายว่าอย่างนั้น

 พร้อมกันนี้เขาตั้งคำถามเอากับตัวเองและ "คม ชัด ลึก" ด้วยว่าบางคนมีเงินเป็นแสนล้านบาท แต่เอาเข้าจริงปีๆ หนึ่งใช้เงินได้สักกี่ล้านบาทกันเชียว ดังนั้น สมควรทำความสุขให้เกิดขึ้นง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องสะสมเงินทองมากมาย จนตกหลุมพรางชีวิตถูกเงินใช้ให้ทำงานจนไม่มีเวลาสร้างความสุขให้แก่ตัวเอง ?!!

 "ถ้ามีคนมาซื้อไวโอลินผม 10 ล้านบาท ถ้ามันเป็นความสุขของผม ผมก็ไม่ขายนะ เมื่อเรามีความสุข อิสรภาพก็จะเกิดขึ้นเอง ส่วนลาภ ยศ ตำแหน่ง ที่วิ่งเต้นกันให้เติบโตต้องจ่ายเงินแลกเปลี่ยน ส่วนตัวผมไม่มีจ่าย (ฮา)"

 ยิ่งคุยกับ สว.สส.สน.คันนายาว เรื่องการใช้ชีวิตและสัจธรรมแห่งชีวิตยิ่งออกรส เขาเปรียบเทียบเชิงเย้ยหยันนิดๆ เอากับตัวเองว่าเราเป็นตำรวจซะเปล่า แต่กลับมองโลกสู้อาชีพอื่นไม่ได้ พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นว่า หมอบอกว่าการประสบความสำเร็จในชีวิตคือการคิดค้นวิธีรักษาโรคให้คนพ้นจากโรคทุกข์ทรมาน แต่ความสำเร็จไม่ใช่อยู่ที่การได้เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข

 ส่วนความสำเร็จของศิลปินขึ้นอยู่กับคนชื่นชอบผลงาน ไม่ใช่การเป็นอธิบดีกรมศิลปากร เมื่อย้อนหันมามองตำรวจ แค่ดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนอุ่นใจก็ไม่จำเป็นต้องเป็นนายพล !?!

 แนวคิดง่ายๆ ทว่าลึกซึ้งและมองโลกตามความเป็นจริง ไม่ได้เกิดจากการเล่นดนตรีเท่านั้น แต่เกิดจากการเป็นหนอนหนังสือตัวยงด้วย เขาจะอ่านทุกแนวทุกเล่มที่มีอยู่ ครั้งหนึ่งเคยอ่านหนังสือเช่าจนหมดร้านมาแล้ว เมื่อสมัยเป็นนักเรียนและญาติเปิดร้านหนังสือ ช่วงปิดเทอมใหญ่จึงใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับการละเลียดตัวอักษรจนหมดร้าน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรักการอ่านมาจนถึงปัจจุบัน ถ้าว่างเมื่อใดเป็นต้องหยิบหนังสือเล่มโปรดจำพวกนิยายรักอมตะ เช่น รัตติกาลยอดรัก ของพนมเทียน หรือแม้แต่นิยายจีนกำลังภายในอย่างกระบี่เย้ยยุทธจักรและฤทธิ์มีดสั้น ที่อ่านซ้ำไม่รู้กี่รอบแล้ว

 "การอ่านเป็นการเรียนรู้นอกมหาวิทยาลัย ลำพังแค่ความรู้จากใบปริญญาไม่เพียงพอแล้ว ต้องค้นคว้าเพิ่มจากการอ่านหนังสือ หากคนเราใช้เวลาอ่านหนังสือหรือเล่นดนตรีวันละ 1-2 ชั่งโมงก็ลดเวลาทำชั่วได้เท่านั้น" พ.ต.ท.ศักดิ์ชาย พูดเป็นปรัชญา

 ด้วยเหตุแห่งความรอบรู้นี้เลยทำให้นายตำรวจนักสืบผู้นี้มองโลกในมุมบวก และเข้าใจสัจธรรมชีวิตอย่างลุ่มลึก เปรียบสังคมเหมือนกับ "นาฬิกา" ใครๆ ก็อยากเป็นเข็มสั้น เข็มยาว บอกเวลาบนหน้าปัด แต่ลืมนึกถึงข้อเท็จจริงที่ว่ายามใดก็ตามถ้าดึงอะไหล่ชิ้นเล็กๆ ออก หรือดึงถ่านก้อนละไม่กี่ร้อยบาทออก นาฬิกาเรือนแสนก็หมดความหมายลงทันที

 ดังนั้น สารวัตรหนุ่มอารมณ์ดีจึงอยากฝากบอกทุกคนว่า ทุกตำแหน่งมีความสำคัญหมด ไม่มีใครทำให้เราเครียดได้นอกจากตัวเราเอง มิตรภาพและความรักเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต และนี่คือนิยามความสุขของ "สารวัตรศักดิ์ชาย" ฟันเฟืองเล็กๆ ของนาฬิกาสังคม

 ทีมข่าวรายงานพิเศษ : เรื่อง
 สุรีรัตน์ ตั้งจิตจเริญกิจ : ภาพ