ข่าว

“รมต.กีฬา”ขอประเมินซีเกมส์เอง ยันงบประมาณน้อย

“รมต.กีฬา”ขอประเมินซีเกมส์เอง ยันงบประมาณน้อย

26 ธ.ค. 2552

“รมต.กีฬา” ชุมพล ศิลปอาชา เครื่องร้อน ขอเป็นประธานคณะทำงานประเมินผลทัพซีเกมส์เอง ยันวงการกีฬาไทยได้งบประมาณน้อยเกินไป

เล็งออกหวยช่วยกีฬา พร้อมตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ประสานงานกับภาคเอกชนทุกเรื่อง ด้านการประเมินผล “บิ๊กหนุ่ม” กนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการ กกท.ผ่านเกณฑ์ที่ 84.64 คะแนน
 นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย (บอร์ด กกท.) ที่ห้องประชุมกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยภายหลังการประชุม “รมต.กีฬา” เปิดเผยว่า บอร์ด กกท.รับทราบผลการแข่งขันของนักกีฬาไทยในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 25 ที่กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว เมื่อวันที่ 9-18 ธันวาคม โดยทัพนักกีฬาไทยครองตำแหน่งเจ้าเหรียญทอง ทำได้ 86 เหรียญทอง 83 เหรียญเงิน 97 เหรียญทองแดง ถือว่าไม่เลวร้ายจนเกินไป


 ทั้งนี้ ปัจจัยของผลการแข่งขันดังกล่าวมีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นประเทศในอาเซียนมีการพัฒนามากขึ้น รวมทั้งการโอนสัญชาตินักกีฬาจากชาติอื่นๆ ซึ่ง นายชุมพล กล่าวว่า จะมีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด สำหรับประเมินผลซีเกมส์ครั้งนี้เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยตนจะเป็นประธานคณะทำงานชุดนี้เอง
 อย่างไรก็ตาม “รมต.กีฬา” กล่าวว่า งบประมาณที่วงการกีฬาได้รับยังน้อยเกินไป จึงควรมีการระดมความคิดเห็นที่จะหาเงินมาสนับสนุนวงการกีฬาให้มากที่สุด อาจจะเป็นการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นต้น ซึ่งตนมีแนวคิดจะตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ทั้งเรื่องท่องเที่ยวและกีฬา แบบเดียวกับที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชนทุกเรื่อง แทนที่จะตั้งคณะกรรมการแต่ละเรื่องไป


 บอร์ด กกท.ยังเห็นชอบงบประมาณอุดหนุนสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยในปี 2553 จำนวน 57 สมาคม เป็นเงิน 126 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามากกว่าทุกปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้เร่งรัดการแก้ไขพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2528 และผลักดันพระราชบัญญัติกีฬาอาชีพให้เกิดขึ้น โดยจะพยายามทำให้ทันการเข้าประชุมสภาสมัยหน้า
 สำหรับการประเมินผลงานของนายกนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการ กกท.ที่ทำงานครบ 3 ปีแล้ว โดย “บิ๊กหนุ่ม” ได้คะแนนทั้งสิ้น 84.64 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน ถือว่าผ่านเกณฑ์ที่จะได้ทำงานต่อไป โดยนายกนกพันธุ์ กล่าวว่า ในปีสุดท้ายจะเน้นเรื่องการพัฒนาคนในองค์กรเป็นหลัก ส่วนองค์กรภายนอกนั้น กกท.จะพยายามสื่อสารให้เกิดความเข้าใจในการทำงานร่วมกันเพื่อไปสู่ความเป็นมืออาชีพอย่างเต็มตัว