ข่าว

โอกาสมาแล้ว พัฒนา Platform online โดยคนไทย เพื่อคนไทย

โอกาสมาแล้ว พัฒนา Platform online โดยคนไทย เพื่อคนไทย

15 เม.ย. 2563

โอกาสมาแล้ว พัฒนา Platform online โดยคนไทย เพื่อคนไทย

       "โอกาสมาแล้ว พัฒนา Platform online โดยคนไทย เพื่อคนไทย"  น.ต.วรวิทย์  เตชะสุภากูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา  ปัจจุบันรั้งตำแหน่งรักษาการผช.ผอ.ETDA ได้โพสต์เฟสบุ้คใช้ชื่อว่า น.ต.วรวิทย์  เตชะสุภากูร  Human Love Earth  เนื้อหาระบุว่า

    โอกาสมาแล้ว พัฒนา Platform online โดยคนไทย เพื่อคนไทย โอกาสมาแล้ว พัฒนา Platform online โดยคนไทย เพื่อคนไทย

     ตั้งแต่เรามีอินเทอร์เน็ต ผสม COVID-19 ลองนึกกันดูว่า เรามีพฤติกรรมอะไรบ้าง? ที่เปลี่ยนแปลงไป และเราเห็นภาพอะไร??ที่เป็นแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นบ้าง เช่น อะไรๆก็ออนไลน์ หรือไม่ก็ e ต่างๆ เช่น e-Meeting/ e-Document/ e-Commerce แล้วคำถาม?ว่า คนไทย ใช้อินเทอร์เน็ตทำอะไร ที่ไหน อย่างไร มากน้อยแค่ไหนนั้น วันนี้มีคำตอบจากผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยปี 2562 ล่าสุดของ ETDA หรือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ผมขอฉายภาพให้เห็นประมาณนี้
1. จำนวนการใช้ อินเทอร์เน็ตล่าสุดปี62 คือ 10.22 ชม. เฉลี่ย 3 ปีมานี้ ที่ 6.35 ชม.โดยมีอัตราการเพิ่มเฉลี่ยในรอบ 7 ปี (ปี56-62) ที่ 14.5% โดย Gen Y (อายุ 19-38 ปี) ใช้มากสุดที่ 10.36 ชม. Gen Z (ต่ำกว่า 19 ปี) ที่ 10.35 ชม. เพราะGen Y เป็นกลุ่มวัยทำงาน ส่วนGen z เป็นเด็กในวัยเรียนและโตมากันในยุคดิจิทัล   ทั้ง2กลุ่มเป็นกลุ่มที่มีทักษะการใช้เทคโนโลยีเป็นอย่างดี
2. กิจกรรมออนไลน์ที่นิยมคือ การใช้ Social Mediaต่างๆ การดูหนังฟังเพลง การค้นหาข้อมูล โดยแนวโน้มที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือการเพิ่มการสั่งอาหาร 15.1% การชำระค่าสินค้า/บริการ บัตรเครดิตเพิ่ม 11.4% การรับส่งสินค้า พัสดุ เอกสารเพิ่ม 11% ดูหนังฟังเพลงเพิ่ม 10.5% การใช้บริการรถโดยสารเพิ่ม 9.3%
3. สถานที่ที่นิยมใช้อินเทอร์เน็ต  คือ ที่พักอาศัย 96% ที่ทำงาน 67% ช่วงระหว่างเดินทาง 38% 
4. สัดส่วนการทำกิจกรรม ผ่านออนไลน์และออฟไลน์ สูงสุด คือ การจองโรงแรมที่พัก 94ต่อ6  /การติดต่อสื่อสาร 92ต่อ8  /การดูหนังฟังเพลง 85ต่อ15 /การชำระเงิน 85ต่อ15  /การอ่านข่าว 83ต่อ17
5. การค้นหาข้อมูลที่นิยมใช้มากที่สุด คือ search engineต่างๆ เช่น Google Sanook Yahoo สูงถึง 97.3% รองลงมาคือ YouTube  Facebook และWebsite/Blog
6. ในส่วนช่องทาง"การขาย"สินค้า/บริการออนไลน์ คือ Facebook สูงสุด 64% และ Shopee  /Line / Instagram / Lazada และ Twitter 
7. ส่วนช่องทาง"การซื้อ"กลับนิยมใช้ Shopee มากที่สุด 76% และ Lazada/ Facebook /Line 
8. บริการของรัฐที่ ประชาชนนิยมใช้ คือ ยื่นภาษีออนไลน์ 76% ชำระค่าไฟฟ้าผ่านแอป 53% จองคิวทําพาสปอร์ต 21% ต่อภาษีทะเบียนรถ 20%
               จากข้อมูลข้างต้น ผมขอชวนคุยแลกเปลี่ยนความเห็นสักเล็กน้อย ดังนี้ครับ
1. เราใช้เวลาอยู่ในโลกดิจิทัลมากขึ้นๆ ซึ่งเป็นโลกแบบ 24 ×7 คือ เคลื่อนไหวตลอดเวลาไม่หยุดนิ่ง มีทั้งด้านบวกและลบ จึงต้องรู้จักใช้และอยู่กับเขาอย่างเท่าทันด้วย
2. เรายังใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเล่นโซเซียล เพื่อความบันเทิงมากกว่าประโยชน์ในเรื่องอื่นๆ เช่น เพื่อการเรียนรู้ การหารายได้ หรือใช้ e-Service ต่างๆ เช่น e-Meeting / e-Tax Invoice แต่ก็มีตัวเลข e- Payment  ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ
3. ภาครัฐและเอกชน มีบริการออนไลน์ที่ตอบโจทย์  ในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น  ราคามือถือหรือเครื่องคอมฯ ก็ถูกลง มีการออกแบบโปรโมชั่นและ App ที่เร้าใจ ตรงไลฟ์สไตล์ของคนใน Digital Society 
4. ที่มาใหม่คือ 5G จุดขายคือ ความเร็วสูง/ตอบสนองได้เร็วมาก/เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้มากขึ้น เกิดเทคโนโลยีใหม่เช่น IoT internet of things  เช่น บ้านอัจฉริยะ เปิดปิดอุปกรณ์แบบไร้สายและ Real Time 
5. เราเห็นชัดว่าบางธุรกิจอาจซึมยาว งานที่ผ่านออนไลน์ พุ่งแรงมาก ภาคแรงงานมากกว่าครึ่งต้องเพิ่มทักษะการใช้เทคโนโลยี ทักษะการสื่อสาร ความเห็นอกเห็นใจ การคิดวิเคราะห์ต้องยืดหยุ่น ทำงานได้หลากหลาย และทำงานเป็นทีมได้ดีขึ้น 
สุดท้ายนี้ขอเป็นกำลังใจและช่วยกันคิดส่งข้อเสนอดังๆ ถึงทางรอดให้กับทุกคนทุกธุรกิจ และพี่น้องในวงการท่องเที่ยวและกีฬา  วิกฤตครั้งนี้ น่าจะกระทบภาคท่องเที่ยวอย่างหนักมาก จะทำให้พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว รวมถึง กิจกรรม Sport tourism เปลี่ยนไปอีก เราต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมอย่างเข้มข้นจริงจัง ทั้งใน
1.ด้านSuppy เช่น ลงมือฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว การ up-skill และ re-skill บุคลากรให้มีความรู้  อย่างมืออาชีพ เพิ่มความปลอดภัยทุกด้านให้นักท่องเที่ยว อุปกรณ์เครื่องมือกู้ภัย ช่วยชีวิต รวมถึงการผ่าตัดหน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านท่องเที่ยวและกีฬาด้วย  
2.ส่วนด้านการสร้าง Demand เราต้องหันไปยืนอยู่และทำการตลาดบนโลกออนไลน์ เพราะลูกค้าทั้งที่ใกล้และไกลจากประเทศไทย จะค้นหาเจอเราได้ง่าย สินค้าและบริการของเรา ก็ไปโชว์อยู่บนมือถือลูกค้าได้ทั่วโลก รายละเอียดเล็กๆ แต่สำคัญ  เช่น การโพสต์รูปภาพ wordingข้อมูล โปรโมชั่น การรีวิวของลูกค้า ที่ตรงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จะช่วยทำให้ระบบ AI (Artificial Intelligence หรือ ปัญญาประดิษฐ์) ของทั้ง Google Sanook YouTube Yahoo Facebook หรืออื่นๆ จะประมวลผลและ สร้างการมองเห็นสินค้าและบริการของเราได้มากยิ่งขึ้น การมี Big Data การใช้เครื่องมือ Social Listening ก็จะช่วยลดทั้งแรง เวลาและต้นทุนอื่นๆได้ แต่สุดท้ายเราต้องไม่ลืม "จุดแข็งจุดขายของคนไทยและสิ่งที่หุ่นยนต์ก็ยังทำไม่ได้" ในเรื่อง 3H ได้แก่ Head Hand  และ Heart นั่นเอง
                โอกาสเฉพาะหน้ามาแล้วครับ วันนี้ทั้งสินค้าและลูกค้าอยู่บนโลกออนไลน์ทั้งนั้น ลองหาเงินเพิ่มหรือใช้อินเทอร์เน็ตให้เกิดรายได้ดีไหม? จากข้อมูลของETDAข้างต้น และ กสทช.บอกว่าเดือนม.ค.-ก.พ.63 ที่ผ่านมา  Platform shopping online มียอดเข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น Shopee เพิ่ม 479% และ Lazadaเพิ่ม 122% เยอะมากๆ!!!และขอชวนคิดว่าพอจะลดค่าธรรมเนียมต่างๆให้กับผู้ขายเรา ในช่วง covid นี้ ลงบ้างได้ไหม และน่าจะเป็นโอกาสสำคัญ ที่คนไทยจะพัฒนา Platform ทำนองนี้ขึ้นมาเอง เงินทองจะได้กระจายอยู่กับคนไทยมากกว่านี้ จะเป็นแบบ B2C หรือ B2B ก็ได้นะ เพราะเราจะผ่านวิกฤตนี้... ไปได้ด้วยกันครับ