
บทบาทโตเกียวในเวทีประชุมผู้นำลุ่มแม่น้ำโขง
แม้ผู้นำของประเทศไทยในฐานประธานอาเซียนอย่าง นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะปฏิเสธใช้เวทีภูมิภาคเคลียร์ใจกับนายกฯ ฮุน เซน
เพื่อฟื้นความสัมพันธ์ในระหว่างประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่นครั้งที่ 1 แม้จะต้องเผชิญหน้ากันอย่างจังในงานที่สมาพันธุ์ธุรกิจญี่ปุ่น และสภาหอการค้าอุตสาหกรรมญี่ปุ่นอย่างที่เป็นข่าวก็ตาม ก็ใช่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเย็นลงเสียทีเดียว แต่กระนั้นการพบกันของผู้นำทั้งสองก็ยังคงต้องมีอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม 5-7 พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา การประชุมของสมาชิกผู้นำกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงครั้งที่ 1 ที่ประเทศญี่ปุ่น แม้สมาชิกของลุ่มแม่น้ำโขงทั้ง 6 ประเทศ ประกอบด้วย ญี่ปุ่น พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และไทย จะส่งผลให้เห็นภาพของประชาคมที่มีประชากรของสมาชิกกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงเฉียด 220 ล้านคน ในทันทีก็ตาม
ถึงกระนั้น หากมองแค่วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งของสมาชิกกลุ่มที่มุ่งการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง ความร่วมมือด้านความร่วมมือเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองเป็นประเด็นหลักๆ ให้การประชุมในครั้งนี้สื่อมวลชนไม่ค่อยประโคมข่าวมากสักเท่าไหร่ เพราะมีข่าวเด่นประเด็นร้อนถูกโฟกัสไปที่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่งตั้งอดีต นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ และที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกฯ
ที่จริงแล้วการแต่งตั้งในครั้งนี้ แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวของกัมพูชา แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปประชุมผู้นำลุ่มแม่น้ำโขงว่า เป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย อาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเรียกทูตของไทยกลับประเทศเพื่อเป็นการตอบโต้
การประชุมผู้นำลุ่มแม่น้ำโขงกันต่อดีกว่า การที่ท่านนายกฯ ของไทยเดินทางไปประชุมในครั้งนี้ด้วยนั้นอาจจะถือได้ว่าเป็นการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ ประเทศญี่ปุ่นเอง ในฐานะเป็นประเทศคู่เจรจาหรืออาเซียน +3 มี ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ การประชุมในครั้งนี้ประเด็นสาระการประชุมนอกเหนือจากความร่วมมือของสมาชิกแล้ว สิ่งที่น่าจับตาก็คือ ไทยกับญี่ปุ่นโฟกัสไปที่เศรษฐกิจ การกระชับความสัมพันธ์เพื่อนบ้าน การให้การช่วยเหลือแก่ประเทศเพื่อนด้วยกันเอง
หากยังไม่ลืมปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) การพัฒนาทรัพยาการมนุษย์ (Human Resource Development) กรณีมาบตาพุด บ้านฉาง ระยอง จนทำให้ศาลปกครองสั่งระงับโครงการชั่วคราว 76 โครงการมูลค่าสี่แสนล้านบาท ส่งผลกระทบต่อการลงทุนของประเทศด้วย ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกท์ของรัฐบาล
นับเป็นโอกาสที่ดีที่นายกรัฐมนตรีของไทยได้พบปะพูดคุยกับนักธุรกิจของญี่ปุ่น เพื่อชักนำมาลงทุนในโครงการมาบตาพุด และคงถือโอกาสชี้แจงปัญหาสิ่งแวดในพื้นที่ ประเทศยังคงเป็นปัญหา เนื่องจากยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่
การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ รัฐบาลต้องมีความจริงใจ มีมาตรการมารองรับในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากโครงการมาบตาพุดเม็ดเงินมหาศาลในการลงทุน และการเดินทางไปร่วมประชุมกับประเทศญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรีไทยในครั้งนี้ คงจะได้พูดคุยกรอบความร่วมมือที่เรียกว่า Mekong-Japan ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่มเอาไว้ตั้งแต่ปี 2551 การประชุมในครั้งนี้มีผู้นำเข้าร่วม 6 ชาติสมาชิก เป้าหมายก็คือ เพื่อเป็นการส่งเสริมบทบาทของญี่ปุ่นเองในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาภูมิภาคลุ่มแม่โขง
ในฐานะที่ประเทศสมาชิกตั้งอยู่ในอาเซียนทั้งหมด คงจะได้หารือความร่วมมือความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ ต่อเนื่องจากการประชุมอาเซียนซัมมิตที่หัวหินที่ผ่านมา ความร่วมมือดังกล่าวที่ว่านั้นก็คือ ด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ซึ่งกันและกันมากขึ้น
ที่สำคัญนอกจากนายกรัฐมนตรีจะได้หารือแบบทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น คือ นายยูกิโอะ ฮาโตยามะ แล้ว ยังจะได้พบปะหารือกับนักธุรกิจญี่ปุ่น เพื่อชี้แจงกรณีโครงการมาบตาพุดให้นักธุรกิจญี่ปุ่นทราบด้วย เพื่อตัดสินใจมาลงทุนในประเทศไทยต่อไป
สำหรับประเทศไทยแล้ว เชื่อว่าการประชุมกลุ่มลุ่มแม่โขงครั้งนี้ จะได้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือที่ทำกับประเทศญี่ปุ่นด้านการลงทุน เป็นปัจจัยบวกที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักธุรกิจญี่ปุ่นได้ระดับหนึ่ง
หากเป็นไปตามกรอบความตกลงนี้ ภายใน 2 ปี เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสกลับมามีอนาคตสดใสอีกครั้ง เพราะจะส่งผลดีต่อประชาชนคนไทยในวงกว้างต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง
แม้ว่าบรรดานักธุรกิจทั้งหลาย โดยเฉพาะนักธุรกิจญี่ปุ่น จะพอเข้าใจว่า หลังผ่านประชุมผู้นำลุ่มแม่น้ำโขง ใต้เงาโตเกียวขณะนี้ ประเทศไทยอาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ดุลอำนาจกำลังเปลี่ยนแปลงก็ตาม
วรพรรณ อยู่นาน
มหาวิทยาลัยศรีปทุม
http://voraparn.blogspot.com



