
ชุมนุมการเมืองป่าเถื่อน
ในช่วงการฉลองก่อนสิ้นปี ประชาชนยังต้องรับรู้พฤติกรรมป่วนเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ
ซึ่งวางแผนที่จะสร้างความกดดันองค์กรอิสระต่างๆ โดยเป้าหมายหลักยังเป็นรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อให้ยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่ โดยหวังว่าจะให้พรรคเพื่อไทยชนะและปูทางสำหรับการหวนคืนสู่การเมืองรอบใหม่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งยังอยู่ในสภาพคนหนีโทษจำคุก
ความก้าวร้าว รุกคืบหน้าของแกนนำคนเสื้อแดง โดยใช้ความรุนแรงสร้างความหวาดผวาให้ประชาชน เป็นเพราะรัฐบาลไม่ใช้กลไกกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ผู้กระทำผิดกฎหมาย ใช้กฎหมู่และความรุนแรง ย่ามใจ เหิมเกริม ทำเหมือนบ้านเมืองไร้ขื่อแป ประชาชนทั่วไปอาจรู้สึกสิ้นหวัง หากได้รับผลกระทบ อาจใช้มาตรการรุนแรงเพื่อตอบโต้ และรักษาผลประโยชน์ จนกลายเป็นสังคมซึ่งมีกลุ่มและกองทัพส่วนตัว บ้านเมืองอยู่ในสภาพอนาธิปไตย
แกนนำกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งเรียกตัวเองว่า นปช. ได้ประกาศว่าจะบุกไปชุมนุมอีกหลายจุดในสัปดาห์หน้า ซึ่งเป้าหมายอาจเป็นกระทรวงการต่างประเทศ โดยอ้างว่าทนพฤติกรรมของนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไม่ไหว เนื่องจากที่ผ่านมาต้องการจะเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงฝ่ายเดียว และหลังจากนั้นจะเคลื่อนไหวชุมนุมทั้งศาลรัฐธรรมนูญ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.
การเคลื่อนไหวตามแผนจะคล้ายกับการที่บุกไปสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้แสดงให้เห็นความรุนแรง หยาบคาย ป่าเถื่อน มีการจุดไฟเผาโลงศพ และปัสสาวะรด ในที่สาธารณะ และแกนนำกลุ่มความวุ่นวายได้ประกาศอีกว่าไม่ห่วงว่าตำรวจจะขอเพิกถอนการประกันตัว หากจะถอน แต่กลุ่ม นปช.จะเคลื่อนไหวไม่หยุด
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวนายกฯ ได้แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่าการที่นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดงได้ยกพวกไปปิดล้อมสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น ถือว่าไม่เหมาะสม โดยเฉพาะท่าทีของผู้นำชุมนุมที่แสดงออกถึงความต่ำช้าป่าเถื่อน ซึ่งสังคมไทยรับไมได้ ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวถือว่าเป็นการข่มขู่คุกคามการปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย
คำถามก็คือว่า พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นแกนนำ จะรับมืออย่างไร เพราะนับวันแกนนำเสื้อแดงยิ่งแสดงความโอหัง ไม่แยแสต่อกฎหมายบ้านเมือง เพราะกระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังไม่มีมาตรการจัดการกับกลุ่มมวลชนการเมืองอย่างได้ผล ทำให้รัฐบาลอยู่ในสภาพเหมือนไร้ที่พึ่งเช่นกัน ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นเจตนาต้องการให้สภาพการนำของนายกรัฐมนตรีเสียหาย ขาดความศรัทธาของประชาชน และปูทางให้คนที่มีความทะเยอทะยานทางการเมืองได้ฉวยโอกาสเสนอตัวเข้ามาแทนหรือไม่



