
ตามรอย..แท็กซี่คนดีกรณีศึกษา..กองทุนช่วยเหลือ
ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองอันเป็นผลต่อเนื่องมาจากภาวะฟองสบู่แตก "ชัยวัฒน์ อุ่นแก้ว" วัย 39 ปี หนุ่มกลางคนจากบ้านดอนท่านา หมู่ 3 ต.คู้ยายหมี อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา จำต้องทิ้งถิ่นฐานทำกินเดิมมุ่งหน้าเข้ามาทำมาหากินในเมืองกรุงพร้อมกับน้องชาย ทิ้งลูกสาววัย 8 ข
นับตั้งแต่ก้าวย่างแรกที่เข้ามาทำงานขับรถแท็กซี่รับจ้าง บัดนี้เป็นเวลานานกว่า 5 ปีแล้วที่เขาหาเลี้ยงครอบครัวด้วยอาชีพนี้ ชัยวัฒน์เป็นคนหนุ่มนิสัยโอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากและได้รับความเดือดร้อน โดยไม่คำนึงถึงตัวเอง จึงเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนฝูงและคนรอบข้าง โดยหารู้ไม่ว่านิสัยนี้เองที่นำพาเขาไปสู่จุดจบอย่างน่าเศร้า
ตี 2 กับ 15 นาที วันที่ 16 กันยายน 2545 เขาขับรถแท็กซี่คู่ใจตระเวนออกหาผู้โดยสารบนถนนพระราม 9 ดูเหมือนว่าวันนี้ฟ้าฝนจะไม่เป็นใจสักเท่าไร ม่านฝนโปรยปรายลงมาตั้งแต่หัวค่ำ ระหว่างทางก็สอดส่ายสายตาหาลูกค้าที่อาจจะมารอเรียกแท็กซี่ตามริมทาง ด้วยเวลานี้สถานบันเทิงกำลังจะปิดบริการ ทว่าแทนที่จะเป็นลูกค้าเขากลับเห็นรถบรรทุกดินทำดินหกเรี่ยราดจากกระบะท้ายเป็นทางยาว
ด้วยความหวังดีและเป็นพลเมืองดีเกินกว่าจะนิ่งเฉยปล่อยเลยตามเลย ชัยวัฒน์กลับเกรงว่าดินเหล่านี้เมื่อถูกน้ำฝนจะส่งผลทำให้รถที่สัญจรผ่านไปมาเกิดอุบัติเหตุได้ จึงตัดสินใจจอดรถแล้วรถไปโบกให้สัญญาณอำนวยความสะดวกแก่ยวดยานพาหนะท่ามกลางสายฝนพรำยามดึกสงัด
ทว่าสภาพอากาศฉำาฝนมาตั้งแต่หัวค่ำจนเกือบจะย่ำรุ่ง ประกอบกับแสงไฟส่องสว่างบนถนนพระราม 9 ที่มีอยู่น้อยนิด ทำให้ทัศนียภาพในการมองเห็นลดต่ำลง โชเฟอร์รถโฟล์กตู้คันหนึ่งที่วิ่งมาด้วยความเร็วมองไม่เห็นแม้แต่ดินโคลนและชัยวัฒน์ พุ่งเข้าชนอย่างจังจนร่างกระเด็นข้ามไปตกฝั่งตรงข้าม ก่อนจะถูกรถกระบะที่แล่นสวนมาพุ่งชนซ้ำเสียชีวิตอย่างน่าอเนจอนาถ
ชัยวัฒน์ไม่มีแม้เวลาจะบอกกล่าวหรือร่ำลาลูกสาวตัวน้อยๆ วัย 8 ขวบ มีเพียงเสียงที่ถูกบันทึกไว้ในรายการวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน ที่เขาโทรเข้าไปแจ้งเตือนเพื่อนร่วมทางสัญจรผ่านถนนพระราม 9 ในขณะนั้นเพียงเท่านั้น
"มีดินหล่นจากรถบรรทุก ขอให้ผู้ที่เดินทางผ่านถนนพระราม 9 โปรดระวังเป็นพิเศษ"
การจากไปของชัยวัฒน์นำมาสู่ความสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ในชีวิตของ "ศรีกัลยา อุ่นแก้ว" เด็กหญิงวัย 8 ขวบ ลูกสาวที่ยังมีชีวิตอยู่เพียงหนึ่งเดียว ด้วยแม่หรือภรรยาของชัยวัฒน์เองก็จากโลกนี้ไปตั้งแต่เธออายุได้เพียง 2 ขวบเศษเท่านั้น ชัยวัฒน์จึงเปรียบเสมือนเสาหลักของชีวิตหรือโลกทั้งโลกของเด็กน้อย ที่นับแต่นี้เป็นต้นไปต้องเผชิญชีวิตตามลำพังอยู่กับญาติๆ แทนที่จะได้รับความอบอุ่นและอยู่ในอ้อมกอดผู้เป็นพ่อกับแม่อย่างแต่ก่อน
ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของญาติมิตร สังคมเล็งเห็นความดีมีน้ำใจของ "ชัยวัฒน์ อุ่นแก้ว" มีการตั้งกองทุนขึ้นรับบริจาคเงินช่วยเหลือครอบครัวอุ่นแก้ว ธารน้ำใจจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเข้ามาช่วยเหลือศรีกัลยา ทำให้เด็กหญิงมีเงินไว้เป็นกองทุนสำรองชีวิตเกือบ 2 ล้านบาท
เงินกองทุนช่วยเหลือลูกสาวของชัยวัฒน์ แบ่งออกเป็น 3 กองทุนจาก 3 สายธาร ได้แก่ กองทุนจากเพื่อนร่วมอาชีพโชเฟอร์แท็กซี่ที่สละเงินคนละเล็กละน้อยรวบรวมเข้ามาช่วยเหลือจัดงานศพกว่า 1 แสนบาท กองทุนจากรายการวิทยุร่วมด้วยช่วยกันอีกหลายแสนบาท สุดท้ายกองทุนที่ได้จากพลังศรัทธาในการทำความดีของชัยวัฒน์ ที่มีมาจากทั่วทุกมุมโลก หลั่งไหลผ่านเข้ามาในบัญชีรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ที่มีบทบาทช่วยเหลือและสะท้อนภาพของสังคมยุคนั้น เป็นเงินก้อนโตกว่า 1.5 ล้านบาท
อย่างไรก็ดีเมื่อกาลเวลาผ่านมาได้ระยะหนึ่ง เงินช่วยเหลือจาก 2 กองทุนแรกหมดลง พร้อมกับความตั้งใจจะใช้เป็นค่าเล่าเรียนของศรีกัลยาจนจบปริญญาตรี เมื่อเด็กน้อยเริ่มโตเป็นเด็กสาวและประสบอุบัติเหตุชีวิต ด้วยวัยเพียง 14 ปี เรียนอยู่ชั้น ม.2 เท่านั้นเธอก็ตั้งครรภ์ จะเป็นเพราะสภาพความเป็นอยู่ หรือการขาดคนให้คำแนะนำอย่างที่ควรจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ ทำให้เด็กสาวต้องหยุดเรียนกลางคัน ออกมาทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินกองทุนสุดท้ายเริ่มมีปัญหา แม้ว่าจะเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของเด็กสาว เนื่องจากเกิดจากการบริจาคให้ด้วยความสมัครใจ อันเกิดจากความเห็นอกเห็นใจในการทำดีของชัยวัฒน์ผู้พ่อ และความตั้งใจจะใช้เป็นทุนการศึกษาเมื่อเริ่มแรกก็เป็นของญาติๆ หวังให้เธอมีทุนปัญญาหาเลี้ยงชีพเมื่อโตขึ้น ไม่ได้มีระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนลงไป
เมื่อระบบราชการมีการเปลี่ยนถ่ายบุคลากร ที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันเข้ามารับตำแหน่ง และเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องรับผิดชอบกับเงินก้อนนี้ จึงกลายเป็นปัญหาใหม่ส่งผลกระทบให้ศรีกัลยาไม่สามารถเบิกจ่ายเงินก้อนนี้นำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ จนผู้เป็นอาต้องออกมาเรียกร้องสิทธิ์อันพึงได้ของหลานอีกครั้ง
เมื่อกองทุนชีวิตของเธอศรีกัลยาไม่สามารถเบิกจ่ายออกมาได้ และติดขัดไม่สะดวกมายาวนานหลายเดือน ท่ามกลางความเดือดร้อนของเด็กสาว และครอบครัวที่ยังไม่มีรายได้หลัก โดยปัญหาเกิดจากหน่วยงานที่รับผิดชอบช่วงต่อ ที่ไม่สามารถตัดสินใจทำอะไรลงไปในกองทุนนี้ได้ อันจะเป็นด้วยสาเหตุและเงื่อนไขที่ได้เคยรับช่วงมาเปลี่ยนแปลงไป หรือการสื่อสารที่อาจเข้าใจไม่ตรงกัน รวมทั้งรายการโทรทัศน์ต้นทางของสายธารน้ำใจก็ได้ปิดตัวลงไปก่อนหน้านานแล้วหลายปี ประกอบกับบุคลากรในหน่วยงานหลักที่ต้องดูแลรับผิดชอบสานต่อก็เพิ่งถูกย้ายเข้ามาใหม่ก็ตามที
ท้ายที่สุดแล้วสำนักพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.ฉะเชิงเทรา ร่วมกับฝ่ายปกครองได้ออกมาหาแนวทางแก้ไขและยุติปัญหาต่างๆ ลงได้ในที่สุด โดยเงินกองทุนส่วนนี้สุดท้ายก็ยังเป็นกรรมสิทธิ์โดยชอบธรรมของทายาทคนดีของสังคมอย่าง "ชัยวัฒน์ อุ่นแก้ว" นามว่า "ศรีกัลยา อุ่นแก้ว"
ปัญหาความยุ่งยากครั้งนี้น่าจะนำไปสู่กรณีศึกษา ในการนำไปเป็นแนวทางแก้ไข ต่อการช่วยเหลือแก่ทายาท "คนดี ของสังคม" ผู้ประสบเหตุเคราะห์กรรมรุ่นต่อไป ให้ได้นำไปปรับใช้ อันจะเป็นหนทางหนึ่ง ที่จะช่วยป้องกันปัญหาแบบเดิมไม่ให้หวนกลับมาเกิดขึ้นอีก หากมีการวางแผนชี้ชัดกันไว้ให้เสร็จสรรพเรียบร้อยตั้งแต่ต้น ถึงวัตถุประสงค์ของเงินกองทุน ที่อาจปรับเปลี่ยนได้ไปตามกาลเวลา
สนทะนาพร อินจันทร์



