ข่าว

ยอดเสียชีวิตโควิด-19 น้อย เพราะไปรวมผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จริงหรือ?

ยอดเสียชีวิตโควิด-19 น้อย เพราะไปรวมผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จริงหรือ?

11 เม.ย. 2563

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน แถลงข่าวสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 11 เมษายน 2563 คลายข้อสงสัยประเด็นที่ถกเถียงว่ายอดเสียชีวิตโควิด-19 น้อย เพราะไปรวมผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จริงหรือไม่? นั้น

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) แถลงข่าวสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 11 เมษายน 2563 พร้อมตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับประเด็นที่ว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่มีจำนวนน้อยนั้น เป็นเพราะะเอายอดไปรวมกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จริงหรือ

อ่านข่าว : ด่วน ไทยดับต่อเนื่องเพิ่ม 2 ยอดรวม 35 ราย ติดเชื้อเพิ่ม 45

อ่านข่าว : ยังเหนียว 9 จังหวัดที่ไม่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 - ภูเก็ตอัตราติดเชื้อมากสุด

 

โดย นพ.ทวีศิลป์ ได้เปิดกราฟฐานข้อมูลจากกลุ่มพัฒนาระบบเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาโรคติดต่อ กองระบาดวิทยา เผยให้เห็นข้อมูลจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ รายเดือนของประเทศไทย (ปี 2562-2563) ซึ่งจะเห็นว่า ยอดของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในเดือนมีนาคม น้อยลงจากคาดการณ์ น้อยกว่ามา เช่นเดียวกับยอดผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่ลดลงด้วย

 

 

 

ยอดเสียชีวิตโควิด-19 น้อย เพราะไปรวมผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จริงหรือ?

 

 

 

ในส่วนนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่ามาตรการป้องกันโควิด-19 โดยประชาชนกว่า 90% ที่สวมใส่หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าและมีการรักษาระยะห่างนั้น นอกจากจะป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคแล้ว ยังช่วยให้ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ลดลงตามไปด้วย และลดลงจากเดิมมากๆ จากกราฟข้อมูลดังกล่าว 

 

 

 

ยอดเสียชีวิตโควิด-19 น้อย เพราะไปรวมผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จริงหรือ?

 

 

 

ส่วนกรณีข้อเสนอแนะที่ว่าทำไมไม่เอา rapid test มาใช้ คุณหมอ เผยว่า สำหรับการตรวจเลือดด้วย rapid test นั้น จะตรวจพบเมื่อร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันแล้วเท่านั้น ซึ่งโอกาสในการพบเชื้อจะช้ากว่าเพราะต้องรอร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน โดยที่ผ่านมากลุ่มคนไทยที่กลับจากประเทศอินโดนีเซีย ก็ใช้การตรวจแบบนี้เช่นกัน จะเห็นว่าโอกาสหลุดมีค่อนข้างมาก ดังนั้น วิธีการตรวจหาเชื้อแบบ PCR ที่ใช้อยู่นั้นมีประสิทธิภาพที่ตรวจพบเชื้อได้เร็วกว่า แม้ใช้เวลาในขั้นตอนตรวจนานกว่าก็ตาม

 

 

 

โฆษก ศบค. อธิบายเพิ่มเติมว่า สำหรับกรณีกลุ่มผู้ป่วยที่หายแล้วจะกลายเป็นพาหะได้อีกหรือไม่ ขอให้เข้าใจว่า ผู้ป่วยที่หายแล้วนั้นไม่แพร่เชื้อแล้ว ตรวจไม่พบเชื้อแล้ว ซึ่งเมื่อหายแล้วก็หายเลย และยังมีภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งคนที่หายแล้วยังสามารถบริจาคพลาสม่าเพื่อช่วยรักษาคนอื่นๆ ได้ต่อไปอีกด้วย ดังนั้น ขอให้เข้าใจว่า โอกาสแพร่เชื้อของคนกลุ่มนี้จะไม่มีอีกแล้ว ส่วนการติดเชื้อซ้ำในบางเคสนั้น มีจำนวนน้อยมากๆ