ข่าว

 สิ้นปีคิดกำไรขาดทุนแบบง่ายๆ

สิ้นปีคิดกำไรขาดทุนแบบง่ายๆ

26 ธ.ค. 2552

พอถึงสิ้นปี ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า นักธุรกิจ หรือคนทั่วไป ก็มักจะต้องมานั่งคำนวณตัวเลขกันดูว่าธุรกิจ การค้าการขายหรือสิ่งที่เราได้ไปลงทุนไว้ในปีที่กำลังจะผ่านพ้นไปนั้น

สร้างกำไรหรือทำให้เราขาดทุนไปมากน้อยแค่ไหน ในแต่ละธุรกิจอาจจะมีวิธีการทำรายละเอียดทางบัญชีที่แตกต่างกันไป แต่ไม่ว่าบัญชีจะวิจิตรพิสดารมากน้อยเพียงใดก็ตามเป้าหมายหลักก็เพียงต้องการทราบว่าเงินทองที่ได้ลงทุนไปนั้นมีกำไรกลับคืนมาหรือขาดทุนมากน้อยแค่ไหน

 สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้มีการลงทุนอะไรมากมาย จะมีบ้างก็อาจจะเป็นการลงทุนเล็กๆ น้อยๆ เช่น ซื้อทองคำไว้ ซื้อหุ้นไว้ หรือซื้อกองทุนไว้ก็ตาม หลักการในการคิดกำไรขาดทุนนั้น มีเรื่องหลักๆ อยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ราคาตลาด (Mark to Market) ส่วนอีกเรื่องเป็นเรื่องของมูลค่าทางบัญชี ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ไม่ว่าจะลงทุนในสินทรัพย์ใดๆ ก็ตามล้วนต้องเกี่ยวข้องทั้งสิ้น
 
 การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ตามราคาตลาดนี้ เรานำมาใช้กับการลงทุนของเราได้ เช่น ถ้าเราซื้อทองคำหนัก 1 บาท ราคา 1 หมื่นบาท พอเวลาผ่านไปราคาทองคำสูงขึ้นเป็นบาทละ 1.3 หมื่นบาท เมื่อเราทำการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ตามราคาตลาดพบว่า ราคาทองคำที่แท้จริง ณ ปัจจุบัน ทำให้เรารับรู้ถึงผลกำไรขึ้นมา 3,000 บาท ในทางกลับกัน หากราคาทองคำลดลงเหลือบาทละ 9,000 บาท เมื่อทำการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ตามราคาตลาดแล้ว ทำให้เรารับรู้ถึงการขาดทุน 1,000 บาท อย่างนี้เราเรียกว่าการคิดราคาตลาด ซึ่งนอกจากจะทำให้เราทราบราคาที่แท้จริงของสินทรัพย์ได้ทุกๆ วันแล้ว ยังทำให้เราทราบถึงผลกำไรหรือขาดทุนในแต่ละวันด้วย

 อย่างไรก็ตาม กำไรดังกล่าวเป็นกำไรที่เป็นเพียงการรับรู้ไว้เท่านั้น เนื่องจากเรายังไม่ได้ขายทองคำนั้นออกไปจริงๆ ดังนั้นราคาทองคำที่ว่านี้เมื่อนำไปลงในบัญชีแล้วจึงมีมูลค่าทางบัญชีเท่ากับราคาที่เราทำมาร์ก ทู มาร์เก็ต นั่นเอง หรือพูดง่ายๆ ถ้าลงแล้วกำไรเราก็เรียกว่ากำไรทางบัญชี แต่ถ้าลงแล้วขาดทุนเราก็เรียกว่าขาดทุนทางบัญชี

 ประโยชน์ของการทำ มาร์ก ทู มาร์เก็ต หลักๆ ก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในราคาสินทรัพย์นั้น โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้ที่มาร่วมหุ้นลงทุนกับเราจะได้ทราบว่าหุ้นส่วนที่เขามีอยู่กับเรานั้นได้กำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ อีกประการหนึ่งก็คือจะช่วยทำให้เราทราบถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานหรือการลงทุนของเราว่าได้ผลเป็นอย่างไรมีฝีมือแค่ไหน โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องของการลงทุนในตลาดเงินตลาดทุนหรือกองทุนด้วยแล้วก็จะทำให้ทราบว่า หน่วยงานหรือองค์กรนั้นๆ มีการบริหารจัดการได้ดีหรือไม่เพียงใด ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่สำคัญประกอบการตัดสินใจในการเลือกลงทุน 

 เราเรียกลักษณะนี้ว่ากำไรทางบัญชี กำไรทางบัญชีจะเป็นกำไรที่แท้จริงได้ต้องเกิดการขายจริงแล้วได้เงินตรงนั้นมาจริงๆ หวังว่าปีนี้เมื่อทุกท่านลองทำ มาร์ก ทู มาร์เก็ต แล้วจะได้รับรู้ถึงผลกำไรทุกๆ ท่านนะครับ ขอให้มีความสุขสวัสดีแล้วพบกันใหม่ปี 2553 นะครับ

จีรวัฒน์ ชนะเสรีชัย