ข่าว

ค้นหาความจริง-คดียึดทรัพย์"ทักษิณ"

ค้นหาความจริง-คดียึดทรัพย์"ทักษิณ"

25 ธ.ค. 2552

คดียึดทรัพย์กว่า 7.6 หมื่นล้านบาท ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและครอบครัว-คนใกล้ชิด 22 ราย กลายเป็น "มหากาพย์" เรื่องยาว ไม่จบง่ายๆ เสียแล้ว

  เมื่อ "องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" มีคำสั่งขยายวันไต่สวนพยานคดียึดทรัพย์ออกไปอีก 2 นัด คือ วันที่ 12 และ 14 มกราคม 2553 หลังจากอัยการจบการไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์ ด้วยการส่ง “กล้านรงค์ จันทิก” อดีต คตส. และ “สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ เบิกความปิดท้ายเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา

 กับการสั่งออกหมายเรียกพยานเอกสาร และพยานบุคคล เพิ่มเติมจากหน่วยงานรัฐและเอกชน

 ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

 ไต่สวนประเด็น ผลสอบสวนคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม การศึกษาแปลงสัญญาสัมปทานกิจการของรัฐของ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ข้อมูลดัชนีหลักทรัพย์กิจการโทรคมนาคม ฯลฯ

 อย่างไรก็ตาม การที่ศาลออกหมายเรียกพยานเอกสารและพยานบุคคลเพิ่มเติมในครั้งนี้ ว่าที่จริงแล้ว...ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือสร้างความประหลาดในกระบวนการพิจารณาคดีแต่อย่างใด เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้ "ระบบไต่สวน" องค์คณะผู้พิพากษา จึงมีอำนาจเรียกพยานที่เห็นสมควร ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีมาไต่สวนได้

 ซึ่งการเรียกพยานไต่สวนเพิ่มเติมของศาล ก็เพื่อแกะรอยที่เชื่อมโยงถึงพฤติการณ์คดี มุ่งแสวงหาความจริงแห่งคดีให้เป็นที่สุด ชั่งน้ำหนักหลักฐานด้วย "พยานคนกลาง" คือ พยานที่ศาลเรียกมาเอง หลังจากที่ฟังพยานของฝ่ายอัยการผู้ร้อง และฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกร้อง ที่ต่างนำพยานของตนเอง มาอ้างพิสูจน์ความถูก-ผิด ในชั้นศาลมาแล้ว

 โดยอัยการโชว์หลักฐานแสดงข้อกล่าวหาที่ คตส. ตั้งไว้กับอดีตนายก ฯ "ทักษิณ" ว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร จากการออกนโยบาย 5 เรื่องขณะดำรงตำแหน่ง

 จากการออกแก้ไข พ.ร.ก.จัดเก็บภาษีสรรพสามิต-การแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์ระบบเติมเงิน-แก้ไขสัญญาโรมมิ่ง-โครงการดาวเทียมไทยคม-ไอพี สตาร์ และการปล่อยกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าฯ (เอ็กซิมแบงก์) ให้แก่รัฐบาลพม่าจำนวน 4,000 ล้านบาท พ่วงท้ายด้วย "นอมินีซุกหุ้น"

 หวังผลเอื้อประโยชน์สร้างความมั่งคั่งให้บริษัทอาณาจักรชินคอร์ป ที่ครอบครัวมีชื่อถือหุ้น ก่อนสร้างผลกำไรจากการขายหุ้นให้เทมาเส็ก สิงคโปร์

 ขณะที่ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ขนพยานกว่า 30 ปาก ยืนยันความบริสุทธิ์ แจงหุ้นชินคอร์ปถือครองก่อนกุมอำนาจการเมือง การขายหุ้นทำผ่านตลาดหลักทรัพย์อย่างเปิดเผย ไม่มีปกปิดสร้าง "ร่างทรง" บริษัทต่างชาติเป็น "นอมินี"

 มีพยานเอกสารแสดงราคาหลักทรัพย์ซื้อขาย หลักฐานความเป็นเจ้าของ บริษัท วินมาร์ค ลิมิเต็ด จำกัด ที่ซื้อหุ้นบริษัทเอสซี แอสเสทฯ ว่าเป็นของเศรษฐีชาวตะวันออกกลาง ไม่ใช่ "ทักษิณ"

 และเมื่อแต่ละฝ่าย ต่างงัดพยานหลักฐาน ออกมายืนยันความจริงที่ตัวเองมีอยู่ การชี้ถูก-ผิด จึงเหมือนต่อ "ภาพจิกซอว์" ต้องใช้ข้อเท็จจริงจากพยานทุกส่วน สร้างความจริงที่เป็นที่สุด

 ดังนั้นพยานหลักฐานที่ศาลเรียกไต่สวนเพิ่ม ย่อมมีผลในการลดทอนการรับฟังพยานที่มีความจริงน้อยกว่า และเสริมน้ำหนักพยานของฝ่ายที่มีความจริงมากกว่า

 แม้ต้องรอว่า ข้อเท็จจริงระหว่างพยานของอัยการและครอบครัวอดีตนายกฯ ทักษิณ ฝ่ายใดจะรับฟังได้มั่นคง หนักแน่นกว่ากัน ซึ่งองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา เท่านั้นที่จะมีคำตอบสุดท้ายให้รู้กันในวันพิพากษา

 แต่สิ่งที่ปรากฏชัดเวลานี้ คือ บทพิสูจน์คำพูดของ “ตู่" จตุพร พรหมพันธุ์” จอมปูด ที่เคยเพ้อว่า มีการเร่งคดีให้เสร็จ แถมจะรู้ผลไม่เกิน 6 มกราคมปีหน้า

 ว่าสุดท้ายแล้ว ก็แค่เรื่อง "ตู่" คิดเอาเอง ปล่อยข่าวสร้างแรงกระเพื่อมการเมือง โดยไม่สำนึกว่าจะสร้างปมไว้ให้เป็นวิกฤติศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมไทย

 ขณะเดียวกันก็ตอกย้ำว่า การมองต่างมุมของ "อดีตนักการเมืองใหญ่"  ที่พร่ำบอกว่าตัวเองมีคดีติดตัว เพราะสถานการณ์การเมือง "มีธง" ว่าจริงๆ แล้ว ไม่มีใครยื่นมือที่มองไม่เห็นมากดปุ่มสั่ง เร่งรัดคดีอะไรได้

 เพราะความยุติธรรมเกิดจากการฟังความจริง


**เกศินี แตงเขียว**