
"บิ๊กตู่"สยบข่าวลือปัดเคอร์ฟิว 24 ชม.
ศบค.-มท.2 ดาหน้าแจงส่งหนังสือถึงผวจ.เตรียมพร้อมรับมือโควิด-19 ตามขั้นตอน ทั้งสถานที่กักตัว-ศูนย์อาหาร หวั่นประชาชนตื่นตระหนก ด้านสำนักงานการบินพลเรือนขยายเวลาห้ามเครื่องบินเข้าไทยถึง 18 เม.ย. ส่วน สธ.ตั้งเป้า "เผด็จศึกโควิด" ก่อนเปิดเทอม
กรณีกระทรวงมหาดไทยมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการทุกจังหวัดให้เตรียมรับมือไวรัสโควิด-19 ในการเตรียมสถานที่กักตัวและจัดศูนย์อาหารจนทำให้ประชาชนตื่นตระหนกนั้น
อ่านข่าว ดังสนั่น ผญบ.วิสามัญพระ-ชาวบ้านแหกเคอร์ฟิว ชักปืนยิงสู้
เมื่อวันที่ 6 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่ได้มีการส่งข้อความระบุว่าให้เตรียมพร้อมรัฐบาลจะประกาศเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ยืนยันว่ายังไม่มีการประกาศใดๆ เป็นเพียงข่าวปลอม อย่างไรก็ดีรัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมแผนล่วงหน้าหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น เพื่อรับมือกับโควิด-19 อย่างดีที่สุด
“นายกฯ ยืนยันว่ายังไม่ได้ตัดสินใจอะไร แต่นายกฯ ต้องเตรียมการ มีแผนล่วงหน้าในเชิงรุก ทุกอย่างคือแผน เมื่อถึงกำหนดเวลาที่จะปฏิบัติคือ คำสั่งเป็นข้อกำหนดที่จะประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ขณะนี้ถือว่าเป็นข่าวปลอม ทั้งนี้ขอให้ประชาชนรอฟังการประกาศจากทางการ จากรัฐบาล และจาก ศบค. รวมทั้งปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ได้ประกาศแล้วอย่างเคร่งครัด” นางนฤมลกล่าว
ด้านแหล่งข่าวจากฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าจะประกาศเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมงว่า เป็นเพียงข่าวลือและยิ่งกำหนดวันประกาศเป็นวันที่ 10-17 เมษายนนี้ ยิ่งไม่น่าจะใช่ ตรรกะไม่ได้เลย และยังไม่มีการพิจารณาถึงขั้นนั้น ถ้าจะทำต้องให้ครบวงรอบของการติดเชื้อ แต่นี่เพียง 7 วันจะทำไปทำไม ไม่เกิดประโยชน์ แต่ถ้าบอกว่าจะขยายเวลาออกไปเป็น 10-12 ชม.อาจจะเป็นไปได้ หรือประกาศเคอร์ฟิวเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ต้องรอฟังการชี้แจงของภาครัฐและผลการประชุม ศบค. ในแต่ละวันว่าสถานการณ์ดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร
มท.2แจงเตรียมตามขั้นตอน
ขณะที่ นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเผยแพร่คำสั่งกระทรวงมหาดไทยถึงผู้ว่าราชการทุกจังหวัดให้เตรียมมาตรการขั้นสูงสุดพร้อมทั้งในเรื่องสถานที่กักตัวและจัดเสบียงอาหารเพื่อส่งแจกจ่ายตามหมู่บ้าน ซึ่งคาดว่าจะมีการประกาศเคอร์ฟิว 24 ชม.ว่า การที่กระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดนั้นไม่ได้เกี่ยวกับการที่จะประกาศเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง แต่เป็นการทำหนังสือแจ้งให้จังหวัด โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้เตรียม 5 เรื่อง 1.เตรียมสถานที่รองรับคนไทยที่เดินทางมาจากต่างประเทศที่จะต้องกักตัว 14 วัน ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่ที่ทุกจังหวัดจะต้องเตรียมสถานที่ไว้
2.เตรียมความพร้อมเพื่อทำความเข้าใจกับองค์กรต่างๆ ทั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องสร้างความเข้าเกี่ยวกับเรื่องของการระบาดโควิด-19 3.เตรียมพร้อมเรื่องศูนย์อาหาร 4.เตรียมความพร้อมหากเกิดกรณีที่มีการขยายเวลาเคอร์ฟิวเพิ่มขึ้น 5.การให้แต่ละจังหวัดรายงานความก้าวหน้า ปัญหาของแต่ละจังหวัดมายังศูนย์โควิดกระทรวงมหาดไทย
ดังนั้นเรื่องทั้งหมดที่ออกไปเพื่อการเตรียมความพร้อมในแต่ละจังหวัดให้ทุกจังหวัดโดยเฉพาะศูนย์อาหารในแต่ละพื้นที่ที่ต้องเตรียมถ้ามีความจำเป็นถึงขั้นต้องจัดการเรื่องอาหารจะต้องดำเนินการอย่างไรจะจำหน่ายจ่ายแจกจ่ายอย่างไรในภาวะจำเป็นเช่นนี้ ซึ่งหนังสือไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเตรียมความพร้อม ไม่ใช่การเตรียมพร้อมในเรื่องของการประกาศขยายระยะเวลาเคอร์ฟิว เพราะอำนาจในการขยายเวลาเคอร์ฟิวเป็นอำนาจของศูนย์โควิดที่ทำเนียบรัฐบาล จะเป็นผู้พิจารณาสถานการณ์เป็นระยะๆ ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยเป็นเพียงการเตรียมความพร้อมในเรื่องสิ่งของอุปโภคบริโภคของประชาชนมากกว่า
“ผมในฐานะที่กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยปฏิบัติในต่างจังหวัดในทุกพื้นที่ก็ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ทุกสถานการณ์ และขอย้ำว่าไม่เกี่ยวกับการเตรียมการเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมงแต่อย่างใด ผมขอยืนยัน” นายนิพนธ์กล่าว
ให้ฟังแถลงมาตรการศบค.
ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงถึงกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลทางโซเชียลมีเดียที่มีข่าวว่าจะมีการประกาศเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมงว่า ตอนนี้เราเพิ่งประกาศเคอร์ฟิวในช่วงเวลา 4 ทุ่มถึงตี 4 ของทุกวัน ทุกท่านยังต้องการการปรับตัว ยังต้องการที่จะต้องใช้เวลาในการที่จะดูแลตัวเอง ถ้าท่านทำได้และตัวเลขของการติดเชื้อใหม่ลดลง การใช้มาตรการอื่นๆ ไม่ต้องมีเลย แต่ถ้าตัวเลขนี้ยังเพิ่มขึ้นจากรายงานของกระทรวงสาธารณสุข แสดงว่ามาตรการที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ถึงตรงนั้น อาจจะมีการปรับเพิ่ม แต่ ณ วันนี้ยังไม่ได้เป็น 24 ชั่วโมงแต่อย่างใด
ส่วนที่มีการแชร์กันออกไปก็คงจะเชื่อมโยงกับเรื่องของประกาศของปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้ชี้แจงแล้วว่าเจตนาของเอกสารชุดนี้จะสื่อสารไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด คือในส่วนของฝ่ายปกครองในพื้นที่ต้องแปลงจากนโยบายนำไปสู่การปฏิบัติ ใช้คำว่าเตรียมการเพื่อยกระดับ เป็นข้อมูลโดยธรรมดา ยังไม่ได้บอกว่ายกระดับ ทั้งในเรื่องของเตรียมคนที่จะเข้าพื้นที่ต้องมีการกักตัว ก็จะได้ไปหาที่พักที่อยู่หรือที่ต้องบรรจุคนเหล่านี้เข้าไปอยู่ จะต้องใช้พื้นที่ จัดสถานที่ เนื่องจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติแล้วก็ต้องมีการทำแผนเผชิญเหตุ ต้องมีการควบคุมการกักตุนสินค้า วางแผนระบบโลจิสติกส์ เครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ ไว้แล้ว ก็ให้มีระบบรายงานเพื่อให้ยืนยันได้ว่านโยบายที่เกิดขึ้นจาก ผอ.ศูนย์บริหารสถานการณ์นี้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริงและนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น
นพ.ทวีศิลป์ กล่าวอีกว่า การไปแปลงกันเองจะทำให้เกิดผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นคนที่จะไปกักตุนสินค้าหรือจะรีบไปหาข้าวของเพราะกลัวว่าจะออกจากบ้านไม่ได้ ซึ่งไม่เหมาะไม่ควรในเวลาอย่างนี้ ทั้งนี้ขอให้ฟังจากการแถลงข่าวของศบค. ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมไปกว่านี้ก็จะต้องมีการมอบหมายมาประกาศมาแจ้งให้ทราบ
อย่าเชื่อสื่อโซเชียลยุแตกแยก
"นายกฯ ในฐานะ ผอ.ศบค. และผู้นำรัฐบาล ย้ำถึงการบริหารจัดการการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่าจะยังคงใช้ระบบบริราชการราชการแผ่นดินปกติ โดยบูรณาการผ่าน ศบค.ในทุกมิติ ข้อสั่งการของนายกฯ เมื่อสั่งการไปแล้วผู้ที่รับผิดชอบต้องนำไปปฏิบัติขับเคลื่อน รวมถึงกำกับดูแลการจัดทำแผนมาตรการและแผนงบประมาณต่างๆ ทั้งงบประจำปี 63 และงบกลาง โดยให้รัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสูงสุด ขอให้ประชาชนเข้าใจ ไว้วางใจ เชื่อมั่นในระบบว่าเราทำงานกันอย่างเต็มที่ นายกฯ เน้นว่าประชาชนต้องสู้ไปด้วยกัน อย่าเชื่อสื่อโซเชียลมีเดียบางสำนักที่มุ่งสร้างความแตกแยกในสังคม การโทษกันไปมา จนทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ย่อมทำให้มีปัญหา จึงขอให้ประชาชนเชื่อมั่น เราจะนำไปสู่การแก้ปัญหาให้ได้โดยเร็ว หลายเรื่อง อย่างเรื่องเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง อย่าแชร์ อย่าเชื่อกันง่าย” นพ.ทวีศิลป์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการแชร์เอกสารราชการคุมเข้มการระบาดโควิด-19 จนมีการตีความว่าอาจจะนำไปสู่การเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง โดยเริ่ม 10 เมษายน นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า นี่คือข้อห่วงใยที่ ศบค.ต้องแถลงข่าวทุกวัน เพื่อจะได้แจ้งข้อเท็จจริง แต่ยังไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมงแต่อย่างใด
ขยายห้ามเข้าไทยถึง18เม.ย.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจุฬา สุขมานพ ผอ.สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย(กพท.) ได้ออกประกาศ เรื่องห้ามอากาศยานทำการบินเข้าสู่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ฉบับที่ 2 โดยห้ามอากาศยานขนส่งคนโดยสารเข้ามายังท่าอากาศยานในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 7-18 เมษายน 2563 เวลา 23.59 น.และการอนุญาตการบินที่ออกให้เข้าประเทสไทยตามระยะเวลาดังกล่าวให้เป็นอันยกเลิก ยกเว้น อากาศยานราชการ ขอลงฉุกเฉิน ขอลงทางเทคนิค และอากาศยานช่วยเหลือมนุษยธรรม อากาศยานบินรับส่งคนกลับภูมิลำเนา และขนส่งสินค้า ซึ่งก่อนหน้านี้ประกาศห้ามเข้าไทยเป็นเวลา 3 วันและคำสั่งดังกล่าวขยายเวลาออกไป
คนไทยกลับอีก100ที่ภาคใต้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่การกีฬาแห่งประเทศไทยภาค 4 ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สถานที่ใช้กักตัวผู้ที่กลับการเผยแพร่ศาสนาหรือดาวะห์ในประเทศอินโดนีเซียที่จะเดินทางกลับไทยช่วงเย็นวันนี้ (6 เม.ย.) โดยได้เตรียมห้องพักไว้สำหรับผู้มากักตัวใน จ.สงขลา 25 คน และชาวกรุงเทพฯ เชียงราย สมุทรปราการ และกระบี่ จังหวัดละ 1 คน รวม 29 คน ซึ่งภายในสนามกีฬาได้มีการย้ายเจ้าหน้าที่และนักกีฬาออกทั้งหมดไปก่อนหน้านี้ พร้อมให้ความมั่นใจกับประชาชนรอบข้างว่า มาตรการดูแลผู้ถูกกักตัวจะไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนรอบข้าง
ทั้งนี้กลุ่มดาวะห์จากประเทศอินโดนีเซียจำนวน 100 คน จะเดินทางมาด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ ถึงท่าอากาศยานหาดใหญ่ เวลา 16.00 น. ซึ่งจะมีการจัดหลุมจอดเครื่องบินไว้เฉพาะเพื่อแยกกับผู้โดยสารทั่วไป และหลังผ่านคัดกรองจะนำเข้าที่พักกักกันตัว แต่หากพบมีไข้ก็จะนำส่งต่อโรงพยาบาล
เช่นเดียวกับ จ.นราธิวาส ที่โรงเรียนแสงธรรมอิสลามวิทยา ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ เป็นสถานที่คัดกรองและกักตัวผู้ที่เดินทางกลับจากดาวะห์ จำนวน 9 คน ที่มีภูมิลำเนาในจังหวัด
ตั้งเป้าเผด็จศึกก่อนเปิดเทอม
ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงว่า วันนี้นับเป็นวันแรกๆ ที่มีตัวเลขผู้ป่วยกลับบ้านมากกว่าจำนวนผู้ป่วยใหม่ โดยมีตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 51 คน กลับบ้าน 119 คน เสียชีวิตเพิ่มอีก 3 คน รวมเสียชีวิต 26 คน อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีแนวโน้มตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง แต่สถานการณ์นี้ก็ยังน่าเป็นห่วงอย่างมากเนื่องจากจะมีการกลับมารวมตัวกันของคนเป็นกลุ่มก้อนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยซึ่งถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนเหมือนที่ผ่านมา โดยขณะนี้ยังจัดการโรคได้ไม่ดีนับเป็นความท้าทายอย่างมากเพราะจำนวนผู้ติดเชื้อที่เป็นเด็ก พบว่าครึ่งหนึ่งจะไม่แสดงอาการ ไม่มีไข้ และไม่มีอาการไอ
“เป็นเรื่องความท้าทายอย่างมากของทุกคน ดังนั้นมีความจำเป็นที่เราจะต้องควบคุมโรคให้ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดก่อนที่จะถึงช่วงของการเปิดเทอม ที่จะมีนักเรียน นักศึกษากลับมารวมตัวกัน” นพ.ธนรักษ์ กล่าว
กห.เตรียมกว่า2พันเตียงรับมือ
แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหมได้เตรียมโรงพยาบาลสนาม หลังมีการประเมินหากผู้ติดเชื้อไม่ลดจนถึงกลางเดือนเมษายนอาจเกินขีดความสามารถกระทรวงสาธารณสุข อีกทั้งรองรับคนไทยที่กลับจากต่างประเทศ โดยเตรียมโรงพยาบาลสนามและโรงพยาบาลค่ายทหารทั่วประเทศ ให้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะโรค รองรับผู้ป่วยอาการไม่หนักได้ 2,662 เตียง นอกจากนี้ยังจัดแยกผู้ป่วยเป็น 3 ระดับ คือผู้ป่วยระดับ 1 ได้แก่ พัน.สร.2 จ.ปราจีนบุรี จำนวนเตียงรองรับ 150 เตียง พัน.สร.3 จ.นครราชสีมา 130 เตียง พัน.สร.5 จ.นครศรีธรรมราช 50 เตียง พัน.สร.จ.ร้อยเอ็ด 90 เตียง พัน.สร.8 จ.เพชรบูรณ์ 90 เตียง พัน.สร.22 จ.นครราชสีมา 120 เตียง พัน.สร.23 จ.พิษณุโลก 150 เตียง ค่ายฝึก นศท.เขาชนไก่ จ.กาญจนบุรี 300 เตียง และ ปตอ.1 (พัน.สร.13 สนับสนุน กพ.) กรุงเทพฯ 200 เตียง รวม 1,280 เตียง
สำหรับ ผู้ป่วยระดับ 2 ได้แก่ รพ.ค่ายสุรสิงหนาท จ.สระแก้ว จำนวนเตียงรองรับ 10 เตียง รพ.ค่ายภาณุรังสี จ.ราชบุรี 10 เตียง รพ.ค่ายอดิศร จ.สระบุรี 10 เตียง รพ.ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จ.สุรินทร 10 เตียง รพ.ค่ายกฤษณ์สีวะรา จ.สกลนคร 10 เตียง รพ.ค่ายกาวิละ จ.เชียงใหม่ 10 เตียง รพ.ค่ายพิชัยดาบหัก จ.อุตรดิตถ์ 10 เตียง รพ.ค่ายเทพสตรีศรีสุนทร จ.นครศรีธรรมราช 10 เตียง รวม 80 เตียง ส่วนการผู้ป่วยระดับ 3 ได้แก่ รพ.อานันทมหิดล จ.ลพบุรี จำนวนเตียงรองรับ 10 เตียง รพ.ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา 10 เตียง รพ.ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.พิษณุโลก 10 เตียง รพ.ค่ายวชิราวุธ จ.นครศรีธรรมราช 10 เตียง และ รพ.พระมงกุฎเกล้า กรุงเทพฯ จำนวนเตียงรองรับ 20 เตียง รวม 60 เตียง
จับฝ่าฝืนออกจากบ้าน810ราย
ขณะที่พล.ต.ท.ดร.ปิยะ อุทาโย ผช.ผบ.ตร.เปิดเผยภาพรวมการประกาศห้ามออกนอกเคหสถานตั้งแต่สี่ทุ่มถึงตีสี่ของคืนวันที่ 5 เมษายนว่ามีการตรวจประชาชน จำนวน 22,675 คน ตรวจยานพาหนะ 16,841 คัน ทั้งนี้มีประชาชนที่จงใจฝ่าฝืนออกนอกเคหสถานโดยไม่มีเหตุผล จำนวน 1,057 คน และรวมกลุ่ม ชุมนุม หรือมั่วสุมในลักษณะเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคในเคหสถาน จำนวน 83 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมดำเนินคดี ทั้งหมด 810 ราย และขณะนี้พ้นระยะเวลา 3 คืนของการประกาศเคอร์ฟิวแล้ว ต้องถือว่าหากยังมีการฝ่าฝืนอีกเจ้าหน้าที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ขอฝากเตือนไปยังประชาชนปฏิบัติตามข้อกำหนด และให้ความร่วมมือ
ส่วนการจับกุมผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการนั้นเฉพาะในวันที่ 5 เมษายน เพียงวันเดียวจับกุมทั้งในเขตกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จำนวน 8 คดี ผู้ต้องหา 9 คน ตรวจยึดของกลางหน้ากากอนามัย 71,930 ชิ้น เจลแอลกอฮอล์ 7,280 ลิตร รวมผลจับกุมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงปัจจุบัน จำนวน 306 คดี ของกลางหน้ากากอนามัย 2,535,520 ชิ้น แอลกฮอล์ 77,807 ลิตร รวมมูลค่าของกลางกว่า 69 ล้านบาทและจับกุมผู้ที่โพสต์หรือส่งต่อข่าวปลอมจนถึงวันที่ 5 เมษายน มีจำนวน 23 คดี ผู้ต้องหา 29 คน ส่วนความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ จนถึงปัจจุบันมีการจับกุม 29 คดี ผู้ต้องหา 141 คน
ด้านพ.ต.อ.ยุทธนา ศิริสมบัติ ผกก.สภ.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นำกำลังเข้าตรวจสอบสถานบริการฝ่าฝืนคำสั่งที่ร้านอาหารโบเดกะ ตั้งอยู่ชั้นล่างของโรงแรมเที่ยวสมุย หมู่2 ต.บ่อผุด ยังคงเปิดให้บริการและเปิดเพลงจึงเข้าไปตรวจสอบพบกลุ่มนักท่องเที่ยวมีการขายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และที่นั่งจัดเรียงแบบใกล้ชิด จึงได้แจ้งความดำเนินคดีผู้แสดงตนเจ้าของร้าน 3 รายในข้อกล่าวหาฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดสุราษฎร์ธานี



