ข่าว

กรมสมเด็จพระเทพฯพระราชทานศูนย์ฝึกอบรมนครนายกใช้ฟื้นฟูผู้ป่วยโควิด

กรมสมเด็จพระเทพฯพระราชทานศูนย์ฝึกอบรมนครนายกใช้ฟื้นฟูผู้ป่วยโควิด
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานศูนย์ฝึกอบรม "มูลนิธิชัยพัฒนา" ที่นครนายก เป็นสถานที่พักฟื้นผู้ป่วยโควิด สธ.เผยเสียชีวิตอีก 2 รวม 9 รายแล้ว ป่วยใหม่ 136 ยอดสะสม 1,524 ด้าน รพ.บางเลนปิดบริการหลังป้ากลับจากกทม.ติดเชื้อไม่แจ้งประวัติ

สถานการณ์โควิด-19 ยังมีตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตสูงขึ้นรายวัน และภาครัฐต้องเตรียมความพร้อมทั้งสถานที่และอุปกรณ์การแพทย์สำหรับผู้ติดเชื้อที่มีจำนวนสูงขึ้น

 

 

 

 

 

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก “มูลนิธิชัยพัฒนา” โพสต์ข้อความว่า “สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์นายกกิตติมศักดิ์และองค์ประธาน #มูลนิธิชัยพัฒนา พระราชทานพระราชานุญาตให้จังหวัดนครนายก ใช้ #ศูนย์ฝึกอบรมสุดาเดือนเพ็ญและที่พัก ของมูลนิธิชัยพัฒนา จังหวัดนครนายก เป็นสถานที่ฟื้นฟูผู้ป่วย Covid-19 ที่รักษาหายแล้ว ก่อนจะเดินทางกลับบ้านต่อไป ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”

 

 

 

 

ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.อนุพงศ์ สุจริยากุล ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค แถลงความคืบหน้าไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 136 ราย รวมผู้ป่วยสะสม 1,524 ราย กลับบ้านแล้ว 127 ราย อยู่โรงพยาบาล 1,388 ราย อาการหนัก 23 ราย เพิ่มขึ้น 17 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย รวมผู้เสียชีวิตขณะนี้เป็น 9 ราย

สำหรับผู้ป่วยยืนยันรายใหม่มีจำนวน 136 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มที่ 1 ผู้ป่วยที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วย หรือเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ จำนวน 71 ราย ได้แก่ กลุ่มสนามมวย 2 ราย กลุ่มสถานบันเทิง 10 ราย กลุ่มผู้สัมผัสกับผู้ป่วยที่มีรายงานมาแล้ว 59 ราย, กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 59 ราย เป็นกลุ่มที่เดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงทั้งคนไทยและคนต่างชาติ 21 ราย กลุ่มผู้ทำงาน-อาศัยในสถานที่แออัดต้องใกล้ชิดคนจำนวนมากหรือเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ 15 ราย กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ 2 ราย กลุ่มที่ไปสถานที่แออัด 3 ราย กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับขนส่งสาธารณะ 4 ราย และกลุ่มอื่นๆ ตามเกณฑ์เฝ้าระวัง เช่น ปอดอักเสบไม่ทราบสาเหตุ 14 ราย และกลุ่มที่ 3 ผู้ที่ได้รับผลยืนยันทางห้องปฏิบัติการพบเชื้อแต่อยู่ระหว่างรอประวัติและสอบสวนโรค 6 ราย

สำหรับผู้ป่วยเสียชีวิต 2 ราย รายที่ 1 เป็นชายไทยอายุ 54 ปี มีประวัติเดินทางไปยังประเทศมาเลเซีย เข้ารับการรักษาที่ รพ.ยะลา รายที่ 2 เป็นหญิงไทย อายุ 56 ปี มีภาวะปอดอักเสบ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ สำหรับผู้ป่วยอาการรุนแรงจำนวน 23 ราย อาการยังอยู่ในภาวะวิกฤติ ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด

นพ.อนุพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ 136 คน กระจายอยู่ใน 18 จังหวัด มากสุดที่กรุงเทพฯ 80 คน รองลงมา คือเชียงใหม่ 9 คน สมุทรปราการ 7 คน ภูเก็ต 6 คน ชลบุรีและนครสวรรค์จังหวัดละ 3 คน เป็นต้น ซึ่งยังพบผู้ป่วยรายใหม่ในกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องกับขนส่งสาธารณะ ทั้งรถแท็กซี่, รถเมล์, รถบัส, รถตู้, รถไฟฟ้า, เรือ, เครื่องบิน อย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสาธารณะ คนขับ ผู้โดยสาร พนักงานอื่นๆ รวมทั้งประชาชนที่จำเป็นต้องเดินทาง เพิ่มความระมัดระวัง ป้องกันตัวเอง โดยสวมหน้ากากอนามัยตลอดการเดินทาง เว้นระยะห่าง ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจลบ่อยๆ อาบน้ำทันทีเมื่อกลับเข้าบ้าน และเฝ้าระวังสังเกตอาการป่วยของตนเองและคนในครอบครัว ในส่วนผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะและพนักงาน ต้องทำความสะอาดยานพาหนะอย่างสม่ำเสมอ เปิดประตูหน้าต่าง ระบายอากาศ และหลังรับผู้โดยสารที่มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม มีน้ำมูก ให้สวมถุงมือทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์ 70% หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค เน้นพื้นผิวที่ประชาชนสัมผัสบ่อย เช่น มือจับประตู เบาะรถ ที่พักแขน เป็นต้น

“ที่น่าสังเกตคือ 2 วันที่ผ่านมานี้ ผู้ป่วยโควิดใน กทม.กลับมาเพิ่มขึ้นทั้งที่ก่อนหน้านี้จะสังเกตเห็นว่าผู้ป่วยในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น สำหรับใน กทม.พบว่ากลุ่มสัมผัสผู้ป่วยก่อนหน้ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่วนกลุ่มสนามมวยพบน้อยลง กลุ่มสถานบันเทิงกลับมาพบอีกประปรายไม่จบ แสดงว่ามีผู้ป่วยที่เกิดจากการไปสัมผัสไปเที่ยว หรือมีกิจกรรมสังสรรค์ ขณะที่ต่างจังหวัดส่วนใหญ่เป็นการสัมผัสผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้า กลุ่มสนามมวยในต่างจังหวัดเกิดช้ากว่าใน กทม. ส่วนการกระจายของผู้ป่วยรายภาค ภาคกลางถือว่ามากที่สุด ส่วนภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นกรณีไปร่วมพิธีทางศาสนาที่มาเลเซีย ก็เริ่มทรงตัวและน้อยลงไปเรื่อยๆ” นพ.อนุพงศ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีผู้เสียชีวิตรายใหม่ยังอายุไม่มากเป็นเพราะมีโรคประจำตัวหรือไม่ นพ.อนุพงศ์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบไม่ได้มีโรคประจำตัว แต่กำลังดูในรายละเอียดอยู่ว่าทำไมผู้ป่วยไม่มีโรคประจำตัว 2 รายถึงมีอาการรุนแรงและเสียชีวิต ต้องดูว่ามาโรงพยาบาลช้าไปหรือไม่

ส่วน นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ ผู้ตรวจราชการเขตสุขภาพที่ 1 เปิดเผยว่า ในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบพื้นที่อยู่ 8 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำปาง แพร่ และน่าน โดยมีเพียง ลำปาง และน่าน ที่ยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อไวรัส สำหรับ 2 จังหวัดที่เหลือนั้น คิดว่าอีกไม่นานก็คงจะปรากฏรายงานผู้ติดเชื้อ และเชื่อว่าไม่มีจังหวัดใดในประเทศไทยที่จะรอดไม่พบผู้ติดเชื้อเลย เพียงแต่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชนที่จะต้องมีวินัยปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดตามมาตรการของรัฐบาล ที่สำคัญคือการปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม แต่มาตรการนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อประชาชนห้ามตัวเองไม่ไปมาหาสู่กัน ไม่มีการปฏิสัมพันธ์กัน หากจะทำให้ได้ผลหรือสามารถหยุดจำนวนผู้ติดเชื้อได้ ก็ต้องปิดตัวเองเป็นระยะเวลายาวนานด้วย เพราะจะต้องรอจนกว่าจะมีวัคซีนรักษา ซึ่งก็ต้องใช้เวลาอีกเป็นปี 

ดังนั้นจากปัญหาดังกล่าวเพื่อไม่ให้กระทบกับภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมเสียหายมากมาย จึงอยากเสนอให้มีเจ้าภาพหรือหน่วยงานใดมาช่วยออกแบบให้ภาครัฐและองค์กรเอกชนสามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้โดยที่คนไม่ต้องมีการปฏิสัมพันธ์หรือออกจากบ้านเป็นเวลา 14 วัน เช่นเดียวกับที่ประเทศจีนทำได้ผลมาแล้ว

ทั้งนี้ มีรายงานผู้ติดเชื้อในต่างจังหวัด 58 จังหวัด ไม่รวม กทม. ได้แก่ นนทบุรี 73 ราย, ภูเก็ต 49 ราย, ยะลา 42 ราย, สมุทรปราการ 41 ราย, ชลบุรี 39 ราย, ปัตตานี 33 ราย, สงขลา 29 ราย, เชียงใหม่ 21 ราย, ปทุมธานี 15 ราย, อุบลราชธานี 12 ราย, สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา จังหวัดละ 11 ราย, บุรีรัมย์ 10 ราย, กาญจนบุรี สุรินทร์ อุดรธานี และกระบี่ จังหวัดละ 8 ราย, นราธิวาส ประจวบคีรีขันธ์ นครปฐม สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา และนครสวรรค์ จังหวัดละ 7 ราย, ราชบุรีและสระแก้ว จังหวัดละ 5 ราย, เชียงราย พัทลุง มุกดาหาร สระบุรี แม่ฮ่องสอน และขอนแก่น จังหวัดละ 4 ราย, ตรัง เพชรบูรณ์ นครศรีธรรมราช จันทบุรี ปราจีนบุรี และร้อยเอ็ด จังหวัดละ 3 ราย, สุโขทัย เลย ชัยภูมิ ตาก ระยอง ลพบุรี พะเยา กาฬสินธุ์ สุพรรณบุรี จังหวัดละ 2 ราย, เพชรบุรี แพร่ นครนายก พิษณุโลก ยโสธร ศรีสะเกษ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุทัยธานี ลำพูน อุตรดิตถ์ และมหาสารคาม จังหวัดละ 1 ราย 

 

 

 

 

วันเดียวกัน ร.ต.พงศธร ศิริสาคร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม แถลงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ใน จ.นครปฐม ขณะนี้มีผู้ป่วยสะสมจำนวน 15 ราย รักษาหายแล้ว 4 ราย รักษาตัวอยู่ใน รพ.ศูนย์นครปฐม 11 ราย ส่งชิ้นเนื้อตรวจ 219 ราย ไม่พบชิ้นเนื้อ 199 ราย รอผล 5 ราย ทั้ง 15 รายดังกล่าวพบว่ากลับจากต่างประเทศ 2 ราย ใกล้ชิดกับผู้ป่าย 9 ราย สถานบันเทิง 1 ราย สนามมวย 3 ราย 

สำหรับผู้ติดเชื้อรายที่ 15 นี้ เป็นหญิงอายุ 56 ปี ติดเชื้อจากการใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อรักษานอกเขตจังหวัด โดยปกติผู้ป่วยพักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ มีภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.บางภาษี อ.บางเลน จ.นครปฐม มีอาการป่วยจึงกลับมาใช้สิทธิ์รักษาที่ รพ.บางเลน เมื่อวันที่ 27 มีนาคม โดยไม่แจ้งข้อมูลให้โรงพยาบาลทราบประวัติการสัมผัสผู้ป่วยโควิด กระทั่งเมื่อวันที่ 28 มีนาคม บุตรสาวผู้ป่วยได้เข้ามาให้ข้อมูลแก่ รพ.บางเลน ว่าแม่ของตนมีประวัติสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ ซึ่งขณะนี้ผู้ป่วยรายดังกล่าวรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ตำรวจ

จากนั้นทาง รพ.บางเลน จึงทำการตรวจและผลออกมาว่าเป็นบวกมีเชื้อโควิด-19 พร้อมกันนี้ได้ตรวจสอบพบว่ามีบุคลากรที่ได้ไปสัมผัสกับผู้ป่วยก่อนหน้าที่จะทราบผล มีจำนวน 22 คน เป็นแพทย์ 2 คน พยาบาล 13 คน เจ้าหน้าที่อื่นๆ 7 คน จึงได้สั่งกักตัวเป็นระยะเวลา 14 วันทันที และมีผู้ป่วยข้างเตียงอีก 2 คน ทางโรงพยาบาลได้แยกตัวไปห้องปลอดเชื้อ

ด้านเพจของ รพ.บางเลน ได้โพสต์ว่า งดให้บริการตรวจรักษาเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันนี้ โดยผู้ป่วยที่ต้องรับยากับทาง รพ.บางเลน ให้ไปติดต่อรับยาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลใกล้บ้านแทน เริ่มตั้งแต่ 1 เมษายน-31 พฤษภาคม แต่ยังให้บริการในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินตามปกติ หากมีอาการหนักต้องแอดมิทก็จะประสานกับโรงพยาบาลใกล้เคียงส่งผู้ป่วยไปรักษาต่อไป

 

 

 

 

 

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง