
"อย่าเพิ่งตีปีก"
ผ่าน...ไปด้วยความเรียบร้อยแบบไม่มีอะไรหวือหวา กับการแถลงผลงาน "ครบ 1 ปีรัฐบาล"
นายกฯ อภิสิทธิ์ ใช้เวลาในการแถลงนานร่วม 50 นาทีเต็ม
ด้วยรูปแบบการนำเสนอผ่าน "ระบบแอลอีดี" ที่มีการฉายภาพนโยบายรัฐบาลประกอบไปพร้อมกับการแถลงนโยบาย
โดย "อภิสิทธิ์" ยังคงครองบท "พระเอก" ตามเคย
ท่ามกลางแวดล้อมรัฐมนตรีจากพรรคร่วมทุกพรรค เพื่อสะท้อนให้เห็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หลังจากที่ "หนุ่มมาร์ค" กำชับให้รัฐมนตรีจากทุกพรรคเข้าร่วมงานแถลง เพื่อไม่ให้เป็นประเด็นการเมืองถึง "ศึกเกาเหลาใน ครม." จนทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น
"อภิสิทธิ์" ย้ำว่า ท่ามกลางวิกฤติซ้ำซ้อน ทั้งวิกฤติเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางการเมืองและสังคม ทำให้ปี 2551 สร้างผลงานลำบากมาก
แต่รัฐบาลก็สามารถพาประเทศฝ่าก้าวข้ามประชานิยมสู่สังคมสวัสดิการได้
พร้อมทั้งยืนยันว่า "ผมไม่ขัดข้องกับการยุบสภา ขอแค่เศรษฐกิจเดินหน้า และทุกพรรคยอมรับกติกา พฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตยทุกข้อ ต้องหยุด"
นี่คือการประกาศย้ำความเป็นพระเอกของ "อภิสิทธิ์" กับวาระการแถลงผลงานที่รัฐบาลตั้งใจจะให้เป็นของขวัญสำหรับประชาชนทั้งประเทศก่อนถึงเทศกาลเฉลิมฉลองขึ้นปีใหม่
โดยอ้างถึงผลสำรวจของ "เอแบคโพลล์" ที่ได้ประเมินความสุขมวลรวมของไทยตั้งแต่เดือนมกราคม 2552 จาก 6.59 เพิ่มขึ้นเป็น 9.86 ในเดือนธันวาคม 2552
และแม้ว่ารัฐบาล จะแสดงผลงานว่า นำพาเศรษฐกิจของประเทศขึ้นอยู่ใน "แดนบวก" ได้
แต่ก็ยังมี "ปัจจัยเสี่ยง" ในเรื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเปราะบาง
ขณะเดียวกัน "ปัญหาทางการเมือง" อันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางความคิดของกลุ่มการเมืองอย่างรุนแรงที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ที่อาจปะทุขึ้นมาได้ตลอดเวลา ซึ่งจะเป็นตัวฉุดให้เกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศได้
ท่ามกลาง "ความล้มเหลว" ในนโยบายการตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นที่ดิ่งลงเหว กติกาหรือกฎเหล็ก 9 ข้อเพื่อเป็นแนวทางการทำงานร่วมกันของ ครม.ถูกฉีกทิ้ง
"อภิสิทธิ์" ยอมรับว่า ยังไม่พอใจในปัญหาทุจริตคอรัปชั่นซึ่งต้องเข้มงวดกันมากขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อถึงจุดที่รัฐบาลต้องเลือกระหว่าง การรักษาสายสัมพันธ์กับพรรคร่วมบางพรรคเพื่อต่ออายุรัฐบาล
กับการปล่อยให้ "ปฏิบัติการงาบ" มากลายเป็นจุดอ่อน ให้ฝ่ายค้านเล่นงานจนรัฐบาลต้องลงจากบัลลังก์อย่างไม่สวยงาม
แต่ตรงนี้จะเป็นจุดที่ "ล่อแหลม" ของรัฐบาล ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พลพรรคเพื่อไทย และ กลุ่มคนเสื้อแดง ที่เตรียมเดิมเกมป่วนทั้งในและนอกสภา เพื่อโค่นรัฐบาลให้ได้ในต้นปีหน้า
เพราะอย่าลืมว่าภายใน "พรรคร่วมรัฐบาล" ยังมี "ความเปราะบาง" ที่อาจจะ "แตกหัก" ได้ตลอดเวลาจากผลประโยชน์ไม่ลงตัว
รวมถึงความขัดแย้งภายใน "ประชาธิปัตย์" เอง ที่ก่อตัวขึ้นจากความไม่พอใจในโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรค ที่ถูกเจียดให้แก่พรรคร่วมรัฐบาล
เหล่านี้รอวันปะทุขึ้นได้ตลอดเวลา ยิ่งอยู่ในช่วงของการประเมินผลงานของรัฐมนตรีเป็นรายกระทรวงเพื่อปรับเปลี่ยนเก้าอี้ให้เกิดความเหมาะสมในการทำงาน
หลังจากที่ "ประชาธิปัตย์" ได้เรียกประชุมรัฐมนตรีทุกกระทรวง พร้อมด้วยเลขานุการรัฐมนตรีและที่ปรึกษา เพื่อปรับทิศทางและวางกรอบแนวทางการทำงานในปี 2553 โดยเตรียมส่งข้อมูลให้คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ประเมินอีกครั้งในวันที่ 27ธันวาคมนี้ ก่อนที่จะมีการตัดสินเคาะเก้าอี้หรือไม่
และปัญหานี้จะกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลยิ่ง ในยามที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ "กัมพูชา" เป็น "ฐานที่มั่น"
ใช้ยุทธศาสตร์ดึงพรรคร่วมรัฐบาลออกจากแนวร่วมพรรคประชาธิปัตย์
ด้วยพยายามเข้าหา "พรรคเล็ก" ก่อน ไม่ว่าจะเป็น พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ผ่าน สุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรค พรรคเพื่อแผ่นดิน ผ่าน ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี และ พรรคชาติไทยพัฒนา
หากทำได้สำเร็จ เป้าหมายต่อไป คือ การแยก พรรคภูมิใจไทย ของ "เนวิน ชิดชอบ" ออกจากประชาธิปัตย์ ทำให้รัฐบาลอ่อนแอและนำไปสู่การยุบสภาในที่สุด
ซึ่งไปสอดคล้องกับการวิเคราะห์ของกุนซือคนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์อย่าง "ชวน หลีกภัย" ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค
ที่ประเมินสถานการณ์การเมืองไว้ "เดือนมกราคม และหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ได้นั้นก็อยู่ที่พรรคร่วมรัฐบาล" ถ้าพรรคร่วมยังมั่นคงกับรัฐบาล รัฐบาลก็อยู่ได้ จึงอยากให้ทุกคนร่วมกันประคองสถานการณ์เอาไว้ เพราะไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะยุบสภาในช่วงนี้
นั่นเพราะมีพรรคการเมืองบางพรรคที่ร่ำรวย เมื่อพรรคไหนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง พรรคเหล่านั้นก็จะไปอยู่ด้วย หากเราเพลี่ยงพล้ำก็อาจจะมีคนออกไป เพราะก่อนหน้านี้เคยเห็นบทเรียนมาแล้ว
เพราะจากประสบการณ์บนถนนการเมืองคู่กับประชาธิปัตย์มายาวนานเหมือน "ชวน" รู้ชะตากรรมของ "รัฐบาลพรรคร่วม" เป็นอย่างดี
นั่นเพราะบนถนนการเมือง "ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร"
**บัญชา แข็งขัน**



