ข่าว

ยังไม่จบ กทม.พบติดเชื้อเพิ่มหลังทยอยกลับจากตปท.

ยังไม่จบ กทม.พบติดเชื้อเพิ่มหลังทยอยกลับจากตปท.
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ไทยติดโควิด อันดับที่ 34 ของโลก กระจาย 59 จังหวัด สนามมวย-สถานบันเทิง ยังไม่จบ กทม.พบติดเชื้อเพิ่มหลังคนไทยทยอยกลับจากต่างประเทศ เร่งสอบสวนเหตุเสียชีวิตรายใหม่ 2 ราย อายุไม่มาก-รักษาเร็ว แต่ปอดติดเชื้อรุนแรง

 

 

 

            กระทรวงสาธารณสุข -30 มี.ค.2563-ไทยติดโควิด อันดับที่ 34 ของโลก กระจาย 59 จังหวัด สนามมวย-สถานบันเทิง ยังไม่จบ กทม.พบติดเชื้อเพิ่มหลังคนไทยทยอยกลับจากต่างประเทศ เร่งสอบสวนเหตุเสียชีวิตรายใหม่ 2 ราย อายุไม่มาก-รักษาเร็ว แต่ปอดติดเชื้อรุนแรง ขณะที่ N 95 ชุด PPE ส่งถึงเขตสุขภาพภาคเหนือตอนบนพรุ่งนี้
 

อ่านข่าว-ลือกระหึ่ม! ผู้ว่าฯกทม.นั่งหัวโต๊ะ ถกแผนล็อกดาวน์กรุงเทพฯ
 

 

 

 

 

ยังไม่จบ กทม.พบติดเชื้อเพิ่มหลังทยอยกลับจากตปท.

 

 

             นพ. อนุพงศ์ สุจริยากุล ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ว่า ในวันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 136 ราย แบ่งผู้ติดเชื้อรายใหม่ ที่พบในวันนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ผู้ที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยหรือเกี่ยวข้องกับสถานที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ 71 ราย แบ่งเป็นสนามมวย 2 ราย สถานบันเทิง 10 ราย ซึ่งเป็นสถานบันเทิงในกทม. สมุทรปราการ และเชียงใหม่ รวมถึงผู้สัมผัสกับผู้ป่วย 59 ราย กลุ่มที่ 2 รายใหม่ จำนวน 59 ราย

 

 

              เดินทางจากพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดในต่างประเทศ 21 ราย แบ่งเป็นคนไทย 17 ราย และชาวต่างชาติ 4 ราย เป็นสัญชาติรัสเซีย ฝรั่งเศส อัลบาเนียร์ อาศัยหรือทำงานอยู่ในสถานที่แออัด เช่น ร้านเสริมสวย สปา บาร์ จำนวน 15 ราย บุคลากรทางการแพทย์ 2 โดยมียอดรวมบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อสะสม 21 ราย ไปสถานที่แออัด สนามชนไก่ คอนเสิร์ต 3 ราย เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งสาธารณะ 4 คน และอื่นๆตามเกณฑ์เฝ้าระวัง เช่น ปอดอักเสบไม่ทราบสาเหตุ 14 ราย และกลุ่มที่ 3  ผู้ที่แพทย์พบเชื้อ ที่ต้องรอสอบประวัติและแต่ต้องรอสอบสวนโรคจำนวน 6 ราย ในส่วนอาการหนัก 23 รายยังต้องเฝ้าอาการอย่างใกล้ชิด
 

 

ยังไม่จบ กทม.พบติดเชื้อเพิ่มหลังทยอยกลับจากตปท.

 

“ไทยติดโควิด ลำดับที่ 34 ของโลก”
 

 

               “ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นอันดับที่ 34 ของโลกที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุด โดยแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อในไทยยังเป็นเส้นตรง หมายความว่ายังมียอดเพิ่มขึ้นทุก 100 คนต่อวัน อย่างไรก็ตามใน 2 วันนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ป่วยในพื้นที่กทม. เนื่องจากมีผู้เดินทางกลับมาจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยภาคกลางมีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากที่สุด ขณะที่มีผู้ติดเชื้อสะสมกระจายใน 59 จังหวัด ซึ่งจังหวัดที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือกทม.721 ราย นนทบุรี 73 ราย ภูเก็ต 49 ราย ยะลา 42 ราย สมุทรปราการ 41 ชลบุรี 39 ราย อย่างไรก็ตาม วันนี้วันนี้สนามมวยกับสถานบันเทิงยังไม่จบยังพบผู้ป่วยและผู้สัมผัสอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ ผู้ที่มีประวัติไปสนามมวยที่เชื่อว่ามีมากกว่า 5,000 คน แต่คนพบได้เพียง 172 คน โดยขอเรียกร้องให้ออกมาพบแพทย์ ผลดีคือการป้องกันไม่ให้มีการแพร่โรค และยังเป็นการป้องกันตัวท่านเองหากป่วยติดเชื้อจะได้รับการรักษาโดยเร็ว"นพ.อนุพงศ์ กล่าว
 

“เสียชีวิตรายใหม่ อายุไม่มาก-ไม่มีโรคประจำตัว”
 

 

                นพ.อนุพงศ์ กล่าวด้วยว่า กรณีผู้เสียชีวิต 2 รายจะเร่งตรวจสอบเนื่องจากมีอายุไม่มาก และไม่มีโรคประจำตัว โดยผู้ป่วยชายอายุ 54 ปี จากจ.ยะลา มีประวัติกลับจากประเทศมาเลเซีย ป่วยวันที่ 16 มี.ค. รู้ผลว่าติดเชื้อวันที่ 19 มี.ค. และเสียชีวิตในวันที่ 29 มี.ค. โดยได้รับการรักษาในโรงพยาบาลถึง 10วัน แต่ภาวะปอดอักเสบ เนื้อปอดถูกทำลาย ทำให้ระบบการหายใจล้มเหลว ส่วนผู้เสียชีวิตเพศหญิง อายุ 56 มีภาวะปอดอักเสบ เริ่มป่วยเมื่อวันที่ 18 มี.ค. เข้าโรงพยาบาลเอกชนในวันที่ 20 มี.ค. เอกซเรว่ามีอาการปอดอักเสบ ถือว่ามาโรงพยาบาลเร็ว แต่ก็เสียชีวิตในวันที่ 29 มี.ค. ทั้งที่ไม่มีโรคประจำตัว จึงอาจเป็นไปได้ที่บางคนอาจได้รับเชื้อจำนวนมาก หรือร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี จึงกำจัดเชื้อโรคไม่ได้
 

 

 

ยังไม่จบ กทม.พบติดเชื้อเพิ่มหลังทยอยกลับจากตปท.

 

“พรุ่งนี้ N95 -ชุดPPE ถึง 8 จังหวัดภาคเหนือ”
 

 

              นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 1 กล่าวว่า ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีลำปางและน่าน ที่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อ ทั้งนี้จากการสอบสวนโรคพบว่าผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ เป็นชาวต่างชาติ และผู้ที่เดินทางมาจากกทม. และปริมณฑล มีความเกี่ยวข้องกับสนามมวย แล้วเข้ามาเที่ยวในสถานบันเทิงจังหวัดเชียงใหม่ จนทำให้เกิดการแพร่กระจายโรค ที่ผ่านมามีการคัดกรองคนไทยที่เดินทางมาจากกทม. 2 หมื่นคน ชาวต่างชาติ 2 พันคน สั่งให้กักตัวภายในบ้านพัก 1.5 หมื่นคน และมีผู้ที่ไม่สะดวกที่จะไปกักตัวที่บ้าน 21 คน

 

                 ทั้งนี้มีกลไกของอสม. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและมหาดไทยติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้ในพื้นที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ในส่วนของเวชภัณฑ์ ได้รับการสนับสนุน หน้ากากอนามัย 582,800 ชิ้นโดยสาธารณสุขจังหวัด จะบริหารจัดการกระจายไปยังโรงพยาบาลต่างๆเชื่อว่าข้อกังวลที่มีจะลดน้อยลงสำหรับหน้ากากชนิด n95 และชุดป้องกันPPE ซึ่งมีจำนวนไม่มาก ไม่สามารถสต๊อกได้นานเป็นเดือนแต่กระทรวงสาธารณสุขวางแผน ที่จะกระจาย ให้เป็นระยะๆ โดยหน้าการ n95 และชุดPPE และหน้ากากอนามัย 6 แสนชิ้น จะส่งถึงพื้นที่อีกรอบในวันพรุ่งนี้ (31 มี.ค.)​ ในส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่าหน้ากาก n95 เหลือใช้ได้ไม่ถึง 1-2 สัปดาห์นั้นก็จะมีเพิ่มมากขึ้น
 

 

 

ยังไม่จบ กทม.พบติดเชื้อเพิ่มหลังทยอยกลับจากตปท.

 

 

                นพ.ธงชัย ยังกล่าวอีกว่า โรงพยาบาลในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนยังเตรียมห้องความดันลบหอผู้ป่วยหนัก 500 เตียงเครื่องช่วยหายใจ 1,000 เครื่องและเตรียมที่จะเช่าจากบริษัทเอกชนอีก 90 เครื่อง นอกจากนี้ยังได้มีการจัดเตรียมให้โรงพยาบาลสันกำแพงเป็นโรงพยาบาลรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรง รองรับได้ 38 เตียงโรงพยาบาลประสาทเชียงใหม่รับได้ 58 เตียง และ ICU 20 เตียงโรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวงเชียงรายก็จะขยายให้รับได้ 300 เตียง

 


“ไม่มีกักตัวพยาบาล สันกำแพง แค่เปิดแฟลตอำนวยความสะดวก”
 

 

                ส่วนที่มีการโพสต์ข้อความว่ามีการกักตัวพยาบาลที่โรงพยาบาลสันกำแพง นพ.ธงชัย กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง โรงพยาบาลดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่พยาบาลไม่สะดวกที่จะเดินทางกลับบ้านก็เปิดให้เข้าพักได้ภายในแฟลตของโรงพยาบาล ใครที่สะดวกกลับบ้านก็สามารถทำได้ดังนั้นจึงไม่ใช่การกักบริเวณยกเว้นอาจจะมีการให้บริการที่ผิดพลาดเช่นหน้ากากหลุดหรือคนไข้ไอ ซึ่งอาจจะต้องมีการกักตัว แต่ยืนยันว่าไม่เคยเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้เขตสุขภาพที่ 1 ยังเข้าไปให้การดูแลนักโทษในเรือนจำโดยมีการคัดแยกนักโทษเข้าใหม่ 2 สัปดาห์งดเยี่ยมคัดกรองเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในเรือนจำ เพราะเห็นว่าจะเป็นจุดเสี่ยงสำคัญในการนำเชื้อโรคเข้าไปภายในเรือนจำ
 

 

 

ยังไม่จบ กทม.พบติดเชื้อเพิ่มหลังทยอยกลับจากตปท.

 

 

“รับเชื้อมาก-ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันไม่ดี ติดเชื้อตายได้”
 

                  นพ.ธงชัย ยังกล่าวถึงผู้เสียชีวิตอีก 2 รายล่าสุดรายว่า อาจเกิดจากปัจจัย 2 ด้าน 1.ร่างกายจัดการกับเชื้อโรคได้ไม่ดี จนกระทบอวัยวะสำคัญเช่น ปอดและไตจนทำให้อวัยวะอื่นๆล้มเหลวและ 2. ได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกายในปริมาณมากทำให้มีโอกาสเชื้อโรคเข้าไปแพร่ในปอดมากกว่าในระยะอื่น จนทำให้ปอดอักเสบเสียชีวิต ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ประชาชนที่มีอาการ ไข้สูงเหนื่อยหอบรีบมาพบแพทย์พร้อมให้ประวัติข้อมูลตามความเป็นจริงอย่าปกปิดเพื่อให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาได้อย่างถูกต้อง และอาจมีเป็นไปได้ที่เชื้อโควิด-19 อาจมีนิสัยที่ไม่เหมือนกัน แม้ว่ายังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าเชื้อที่อิตาลีหรือจีนมีความแรงกว่ากันหรือไม่ จึงขอให้เว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของโรค เพราะถ้าปล่อยให้โควิด-19 เกิดขึ้นแบบไม่ควบคุมสถานการณ์ก็จะยิ่งรุนแรงจึงต้องช่วยกันทำให้ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นแบบช้าๆ
 

 

“เครียดให้พอดี เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส”

                  ด้าน นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต ให้ข้อแนะนำ กับประชาชนที่มีความเครียดในการกักตัว และกังวลว่าตัวเองจะติดเชื้อ ว่า ถ้าไม่มีความเครียดเลยก็จะเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะโรคระบาดไปทั่วโลก การไม่เครียดคือความประมาท แต่ถ้าไม่เครียดเลยก็เสี่ยงทำให้ตัวเองติดโรคสูง ดังนั้นเราควรเครียดให้พอดี และขอให้สำรวจตัวเอง หาสาเหตุความเครียด ถ้าเครียดจากการรับสื่อมากเกินไปก็ต้องดูสื่อให้น้อยลง และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ต้องยอมรับให้ได้ว่าเราเปลี่ยนแปลงความจริงที่กำลังมีโรคระบาดไม่ได้ แต่เราเลือกได้ว่าจะมีความสุขหรือความทุกข์กับสถานการณ์ของโรคระบาด และต้องปรับพฤติกรรมอย่าไปมองว่าตัวเองถูกขัง ควรมองว่าเป็นโอกาสดีที่เราจะมีเวลาให้กับครอบครัว มองวิกฤตให้เป็นโอกาส

 

 

 

ยังไม่จบ กทม.พบติดเชื้อเพิ่มหลังทยอยกลับจากตปท.
 

 

 

“คนไทยตื่นตัว สวมหน้ากาก 70-80%”

                โฆษกกรมสุขภาพจิต กล่าวด้วยว่า กระทรวงสาธารณสุขขอขอบคุณสำหรับเสียงปรบมือ ที่ประชาชนส่งให้กับแพทย์เมื่อวานที่ผ่านมา และอยากส่งเสียงปรบมือกลับไปหาประชาชน ขอให้เว้นระยะห่างจากกัน ดูแลตัวเองและคนรอบข้างให้ดี ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในโซเชียลว่ากระทรวงสาธารณสุขห้ามโรงพยาบาลเปิดรับบริจาคเวชภัณฑ์ ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง กระทรวงไม่เคยปิดกั้นหรือสั่งห้ามตรงกันข้ามกับมองว่าในวิกฤติเช่นนี้ เป็นเรื่องดีที่คนไทยจะได้แสดงน้ำใจต่อกัน อยากให้ความสามัคคีเป็นแรงผลักดันสำคัญ ให้ทุกคนร่วมมือกันอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ


 

             นอกจากนี้ยังได้มีการเปิดผลสำรวจ การตื่นตัวในการป้องกันโรคระบาดโควิด-19 ของประชาชนทั่วไปว่า ประชาชนทั่วไปสวมหน้ากากเป็นประจำ 70-80 % ล้างมือบ่อยๆ 70% หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า 50% ทานอาหารร้อน ปรุงสุกใหม่ 50% ใช้ช้อนกลางส่วนตัว 68% เว้นระยะห่างทางสังคม 80% โดยขอให้ประชาชนเพิ่มพฤติกรรมส่วนตัวในการป้องกันโรคให้ได้มากกว่า 80% เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรค

 

logoline