
เอกชนให้รัฐสอบผ่านแก้ศก.จี้สานต่อนโยบาย
ภาคเอกชน-นักวิชาการให้คะแนนรัฐบาลสอบผ่านแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ได้เกรด B จี้สานต่อนโยบายปีหน้าเร่งเบิกจ่ายงบ กระตุ้นเอกชนลงทุนมากขึ้น หวั่นมาบตาพุด-ความขัดแย้งการเมืองยังเป็นปัจจัยเสี่ยงฉุดความเชื่อมั่น
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาว่า ส่วนตัวให้คะแนน B ถึง B+ แม้จะมีปัญหาต่างๆ แต่รัฐบาลมีความตั้งใจในการทำงาน แม้ว่างานบางส่วนอาจไม่ทันใจบ้าง เพราะขาดเครื่องไม้เครื่องมือ โดยมองว่าโครงการไทยเข้มแข็งที่ออกมาและการเร่งเบิกจ่ายเงินต่อเนื่องในปี 2553 จะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัว ซึ่งสอดรับกับมีปัจจัยบวกหลายด้าน เช่น การว่างงานลดลง ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น แต่รัฐบาลต้องควบคุมดูแลความมั่นคง ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อความเชื่อมั่น
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า การทำงานของรัฐบาลเริ่มดีขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน โดยขณะนี้เห็นว่ามีปัจจัยบวกหลายด้านที่ทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น ทั้งการส่งออกที่ดีต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 4 ปีนี้ บรรยากาศการท่องเที่ยวที่นักลงทุนเริ่มกลับมา อย่างไรก็ตาม ต้องระวังความขัดแย้งทางการเมืองและตลาดต่างประเทศแม้ว่าจะดีขึ้น ก็ยังไม่โดดเด่นเหมือนที่ผ่านมา
ด้านนายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้คะแนนการทำงานของรัฐบาลระดับ B โดยถือได้ว่าทิศทางนโยบายการทำงานมาถูกทาง ทั้งการอัดฉีดเม็ดเงินภาครัฐเข้าสู่ระบบและการหันไปเน้นปรับโครงสร้างระยะยาวและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยชะลอการถดถอยทางเศรษฐกิจ ถือว่าทำได้ดีระดับหนึ่ง จากนี้ไปต้องติดตามในทางปฏิบัติว่างบประมาณไทยเข้มแข็งจะสามารถเดินหน้าได้เต็มที่ตามแผนหรือไม่
ส่วนเศรษฐกิจไทยปีหน้ามองว่ามีปัจจัยที่ดีหลายด้าน ทั้งตลาดโลกที่ฟื้นตัวทำให้การส่งออกดีขึ้น หากงบประมาณออกมาต่อเนื่อง ประกอบกับภาคเอกชนเกิดความมั่นใจ ประชาชนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น คาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัว 3-5% แต่ปัญหาการระงับโครงการในมาบตาพุดยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่รัฐบาลจะต้องหาทางดำเนินการกับรัฐธรรมนูญให้เร็วที่สุดและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน ขณะเดียวกันยังเป็นห่วงราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น



