
คลังงัดพ.ร.ก.ขึ้นภาษีเหล้า-เบียร์รับอาฟตา
คลังชง ครม. 29 ธ.ค. คลอด พ.ร.ก.ปรับภาษีเหล้า-เบียร์ คิดตามดีกรี รับมืออาฟตา ด้านศูนย์วิจัยปัญหาสุราชี้ขึ้นภาษีทำขี้เมาดื่มลดลงกว่าล้านลิตร ระบุไทยถึงเวลาต้องรื้อระบบภาษีใหม่
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 ธันวาคมนี้ กระทรวงการคลังจะนำเสนอร่าง พ.ร.ก.ปรับโครงสร้างภาษีสุราและเบียร์ เพื่อรองรับการเปิดเสรีการค้าอาเซียน หรือ อาฟตา ในปี 2553 โดยจะปรับรูปแบบการคิดอัตราภาษีใหม่ จากคิดตามปริมาณหรือดีกรี มาเป็นคิดตามดีกรีแอลกอฮอล์บริสุทธิ์แทน เพื่อเป็นมาตรการสกัดกั้นการทุ่มตลาดของเบียร์และสุราราคาถูกจากต่างประเทศ
"ปัจจุบันผู้นำเข้าสุราและเบียร์มีการแจ้งราคาต่ำเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอยู่แล้ว ยิ่งหากเปิดเสรีในปีหน้าจะทำให้มีเหล้าเบียร์เมืองนอกทะลักเข้ามาอย่างแน่นอน" แหล่งข่าวกล่าว
ปัจจุบันกรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีตามปริมาณและดีกรี ขึ้นอยู่กับว่าแนวทางไหนรัฐได้ประโยชน์มากที่สุด ทำให้เบียร์และสุราที่ดีกรีสูงมักถูกเก็บภาษีในอัตราต่ำ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน อีกทั้งวันที่ 1 มกราคม 2553 ภาษีสุราตามกรอบอาฟตาจะเหลือ 0% ดังนั้นจำเป็นต้องมีการปรับปรุงอัตราภาษีใหม่
รายงานข่าวแจ้งว่า กรมสรรพสามิตเตรียมจะเสนอเก็บภาษีตามปริมาณดีกรีแอลกอฮอล์ สุราแช่หรือเบียร์ จากปัจจบัน 100 บาทต่อลิตร หรือดีกรีละ 1 บาท เพิ่มเป็น 463 บาทต่อลิตร หรือดีกรีละ 4.63 บาท
ก่อนหน้านี้นายสุรศักดิ์ ไชยสงค์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส) ระบุว่า การปรับขึ้นภาษีสุราเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 ในเครื่องดื่ม 4 ประเภท ได้แก่ 1.สุราขาว จากราคา 110 บาทต่อขวด ปรับขึ้นเป็น 120 บาทต่อขวด 2.สุราผสม จากราคา 280 บาทต่อขวด ปรับขึ้นเป็น 300 บาทต่อขวด 3.บรั่นดีจาก 45% ปรับขึ้นเป็น 48% 4.เบียร์ จาก 55% ปรับขึ้นเป็น 60% โดยภาพรวมทำให้ราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปรับขึ้น 5.8% ทำให้ลดปริมาณการดื่มได้ถึง 1.17 ล้านลิตรต่อปี โดยเฉพาะเครื่องดื่มประเภทสุราสี ส่งผลให้นักดื่มรายวันลดลง 2.47 หมื่นคน
อย่างไรก็ตาม การขึ้นภาษีครั้งที่ผ่านมาเป็นการขึ้นแบบไม่เต็มกระดาน อีกทั้งยังมีความแตกต่างของภาษีระหว่างเครื่องดื่มประเภทต่างๆ เช่น ราคาสุราขาวที่ปรับขึ้น 1-2 บาทต่อขวด ทำให้เกิดการเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่เครื่องดื่มที่ราคาถูกกว่า



