ข่าว

เตรียมก้าวสู่ “ปีเสือดุ, หิวและอดโซ”

เตรียมก้าวสู่ “ปีเสือดุ, หิวและอดโซ”

25 ธ.ค. 2552

เป็นเวลาติดต่อกันหลายสัปดาห์แล้ว ที่ผมทำหน้าที่เป็น “สุนัขเฝ้าบ้าน” เตือนสติคนไทย ให้ใฝ่ศึกษาหาความรู้อีกทั้งยังต้องใส่ใจและสงสัยว่าอะไรที่ได้เกิดขึ้น และอะไรที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมไปถึงอะไรที่อาจส่งผลกระทบทั้งในทางตรงและทางอ้อม

 เพื่อที่จะเตรียมตัวเตรียมใจหาทางหนีทีไล่ได้ทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นบทเรียนจาก “ฟองสบู่แตก” ที่ “ดูไบ” กำลังลุกลามไปที่ “กรีซ” และ “ไอซ์แลนด์” อันเป็นผลพวงมาจากการบริหารจัดการทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเก่า ที่ขาดความสมดุล หรือที่ผมมักจะเรียกง่ายๆ ว่า “ไม่มีความพอเพียง” ท้ายที่สุดก็พบกับหายนะ เต็มไปด้วยหนี้สินอีกทั้งกำลังดิ้นเหมือนคนจะจมน้ำ แสวงหา “ทางเลือกอันเป็นทางรอด”    

 ดังจะเห็นได้ว่า “ดูไบเวิลด์” ที่เป็นองค์กรยักษ์ใหญ่ของ “ดูไบ” ก็เริ่มทยอยขายทรัพย์สินที่ได้ลงทุนไว้ทั่วโลกแบบลดแลกแจกแถม ซึ่งเหตุการณ์ในลักษณะนี้กำลังจะเกิดขึ้นซ้ำรอยกับ “กรีซ” และ “ไอซ์แลนด์” เพราะในอดีตที่ผ่านมา มีการใช้งบประมาณของประเทศอย่างมหาศาล แต่บริหารจัดการผิดพลาด สุดท้ายก็จบลงด้วยการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจ ยอดหนี้ของประเทศเหล่านี้มากกว่ารายรับของประเทศ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ติดตามมาคือความระส่ำระสายของเศรษฐกิจ ในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ที่มีโครงสร้างระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเก่า ที่เกี่ยวข้องโยงใยกันเป็นเครือข่าย

 จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งที่ “ดูไบ” ในตะวันออกกลางและลุกลามไปภาคพื้นยุโรปที่ “กรีซ” และ “ไอซ์แลนด์” ยังไม่นับหนี้เก่าที่เกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือ ที่ยังคงค้างชำระ ทำให้นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักต่างวิตกกังวลว่าหากไม่สามารถหามาตรการใหม่ๆ มาเยียวยา สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้ ก็อาจจะนำไปสู่วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจระลอกใหม่อีกครั้งหนึ่งในไตรมาสแรกของปีหน้า ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็น “ปีเสือดุ, หิวและอดโซ”

 ดูหนังดูละครก็ย้อนกลับมาดูตัวครับ เราต้องยอมรับว่าสยามประเทศของเรานั้น เป็นเพียงรัฐเอกราชเล็กๆ ที่ก่อร่างสร้างชาติขึ้นจากสังคมเกษตรกรรมจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ของ “วัฒนธรรมข้าว” และ “วัฒนธรรมน้ำ” จะว่าไปแล้ว ก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากมายในสายตาของชาวโลก หากจะจัดกันจริงๆ แล้ว ก็ยังอยู่ในกลุ่ม “ประเทศกำลังพัฒนา” เสียด้วยซ้ำ อย่างดีก็อาจจะได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกให้ทำหน้าที่เป็น “ครัวโลก” เพราะเราเป็นไม่กี่ประเทศในโลกที่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของบรรดาข้าวปลาอาหาร พืช ผัก ผลไม้ ต่างๆ 

 อีกอย่างที่พอจะได้รับการยอมรับ คือ การดำเนินธุรกิจธุรกรรมที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและบริการ จึงทำให้ประเทศเราเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวโลก และมีความโชคดีอีกประการหนึ่ง คือ บรรพชนของเราเลือกทำเลที่ตั้งในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งในดินแดนสุวรรณภูมิ ถึงขนาดที่ว่าใครจะไปใครจะมาในภูมิภาคเอเชียต้องมาผ่านประเทศไทย เพราะประหยัดที่สุดและได้รับความสะดวกสบายที่สุด เท่าที่ผมได้คิดพิจารณาแบบมองต่างมุมมาหลายปี ก็เห็นว่าเมืองไทยของเรามีดีที่ชัดเจนอยู่ 3 ประการนี้แหละครับ

 ดังนั้น ในปีใหม่ที่จะถึงนี้ เราน่าจะมาคิดใหม่ ทำใหม่ ทบทวนกันใหม่ ตามแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้ ใน “วิถีคิดแบบพอเพียง” โดยมีหลักอันเป็นแก่นสารสาระสำคัญ 3 ประการ คือ ความพอประมาณ การมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี อย่าหลงไปกับภาพรวมที่มาพร้อมกับการเจริญเติบโตแบบ “แดกด่วน” ก้าวกระโดดเป็นอันขาด เพราะแม้แต่ “ดูไบ” ที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็น “สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก” เพียงชั่วข้ามคืนก็กลายเป็นเพียงภาพลวงตา นอกจากนั้น การดำเนินการใดๆ บน “วิถีคิดแบบพอเพียง” ต้องอยู่ภายใต้หลักปฏิบัติที่สำคัญ 2 ประการ คือ เงื่อนไขของความรู้ ที่จำเป็นต้องแสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ใครเขาหลอกได้ง่ายๆ และต้องอยู่บนเงื่อนไขของคุณธรรม จริยธรรมในการดำเนินชีวิต  

 “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” ดังเช่นปรมาจารย์ซุนวูได้กล่าวไว้ จะว่าไปแล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของ “วิถีคิดแบบพอเพียง”  คือ การดำเนินชีวิตแบบสายกลาง อย่างรู้เท่าทัน น่าเสียดายที่ทั้ง “ดูไบ” “กรีซ” และ “ไอซ์แลนด์” ไม่ได้เอาแนวคิดนี้นำไปประยุกต์ใช้ จึงต้องตกอยู่ในสภาวะคับขันดังเช่นในปัจจุบัน แล้วพวกเราชาวไทยละครับ มีของดีวิเศษอยู่ใกล้ตัว อย่าเป็น “ไก่ได้พลอย” มองข้ามเป็นอันขาด อีกทั้งยังต้องเอาแนวคิดความพอเพียงเป็น “หลักชัย” เป็น “ขวัญ” และ “กำลังใจ” ให้เราสามารถฝ่าอุปสรรคอย่างอยู่รอดปลอดภัยในปี “เสือดุ, หิวและอดโซ” ที่กำลังจะมาถึงครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์