
เงินกับของที่ยังเหลือของเหยื่ออาชญากรรม
เห็นความพยายามหลบหนีการควบคุมของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ของแก๊ง "หมูสกปรก" แล้วชวนให้คิดถึงเรื่อง "เงินของกลาง" ที่ยังติดตามคืนมาได้ไม่หมด
เป็นที่รับรู้ในสังคมมาตั้งแต่ต้นปี 2552 แล้วว่าแก๊งนี้ไม่ธรรมดา เข้าไปลักทรัพย์ในบ้านคนรวยหลายต่อหลายครั้ง แต่ละครั้งได้เงินมาเป็นล้านๆ โดยเฉพาะครั้งล่าสุดได้เงินไปถึง 200 ล้านบาท
แบ่งสันปันส่วนกันแล้วก็ปรีดิ์เปรมไม่ใช่เล่น
คดีนี้ค่อยๆ เงียบหายไปพร้อมกับข่าวเรื่องเงินของกลางที่แก๊งนี้ได้ไปแล้วยังติดตามคืนมาไม่ได้
บรรดานักสืบพูดกันมากถึงขนาดอาจจะมีมากเป็นสิบๆ ล้าน หรืออาจจะถึงร้อยล้าน
ที่ตามยึดมาได้แค่เพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น
ส่วนที่แปรรูปเป็นอย่างอื่นยังตรวจสอบไม่ได้ ส่วนที่เป็นเงินสดๆ จะถูกซุกซ่อนอยู่ที่ไหนไม่มีใครติดตาม ชาวบ้านเลยได้แต่เก็บงำความสงสัยใคร่รู้ไว้
พอหัวหน้าแก๊งพยายามจะหลบหนีในชั้นศาล ประเด็นนี้จึงถูกหยิบยกมาพูดถึงอีกครั้ง
คดีลักทรัพย์ไม่ได้อยู่ในข่ายความผิดมูลฐานกฎหมายฟอกเงิน จึงไม่มีการตรวจสอบลึกลงไปในรายละเอียดว่า เงินและทรัพย์สินอื่นๆ ที่ได้จากการกระทำผิดนั้น อยู่ในรูปใดบ้างและไปอยู่เสียที่ไหน
มีข่าวกระเส็นกระสายออกมาเป็นระยะๆ ว่าตำรวจบางคนก็พยายามจะขุดค้นเงินส่วนนี้เหมือนกัน
แต่เป็นการกระทำในลักษณะส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับราชการ คือ ถ้าพบก็โชคดีเอาเข้ากระเป๋าตัวเอง ไม่ต้องเอามาใส่ในสำนวน ไม่ต้องนำขึ้นสู่การพิจารณาคดี
เพราะลำพังคดีนี้ก็ใกล้ถึงที่สุดแล้ว แถมกระแสสังคมก็เงียบหาย ใครได้ไปก็สบาย
สงสารก็แต่เจ้าของเงิน เสียแล้วเสียเลย
ถ้าบ้านเรามีเจ้าหน้าที่อย่างนี้แค่ 20 เปอร์เซ็นต์ก็แย่แล้ว และก็มีตัวอย่างให้เห็นเยอะ
คดีไหนมีอัดฉีด มีเงินสนับสนุน มักบรรลุเป้าหมายเร็ว เสร็จเร็ว ทำตัวเหมือนทนายคดีแพ่ง มีส่วนแบ่งจากยอดจับ
พูดไปก็เหมือนพายเรือในอ่าง เพราะเงินเดือนน้อยเลยต้องหาเงินยังชีพจากที่อื่นมาจุนเจือ
แต่ถ้าทุกคนทุกอาชีพคิดอย่างนี้เหมือนกันหมด ประเทศนี้คงมีแต่พวกกังฉิน
ไม่แน่พอมีข่าวพยายามหนีครั้งนี้อาจจุดกระแสขุดทองขึ้นมาใหม่
เอาเงินโจรก็ไม่ผิดอะไรกับเป็นโจรเสียเอง...ว่าไหมครับ
ใกล้ปีใหม่แล้ว เริ่มคิดทำดีกันดีกว่าครับ
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



