ข่าว

สัญญาณดี ติด "โควิด-19" ลด หลังประกาศพรก.ฉุกเฉิน

สัญญาณดี ติด "โควิด-19" ลด หลังประกาศพรก.ฉุกเฉิน
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

สัญญาณดี ยอด "โควิด-19" แนวโน้มลด หลังประกาศพรก.ฉุกเฉิน วันนี้ไทยติดเชื้อไม่ถึง 100

 

               วันนี้ไทยติดเชื้อไม่ถึง 100 ยอดรวม 1,136 ราย ตายเพิ่ม 1  สธ.โหมกระแสหยุดอยู่กับบ้านกักโรค 14 วัน ย้ำต้องร่วมกันเข้มข้น ทำให้ได้เกิน 80% หยุดผู้ป่วยไม่ให้แตะ 7 พันคน

 

อ่านข่าว ไทยพบผู้ป่วยใหม่ต่ำร้อยวันแรกรอบ 5 วัน - เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย

 

               กระทรวงสาธารณสุข - วันที่ 27 มี.ค.2563 เวลา 10.30 น. ศูนย์แถลงข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แถลงสถานการณ์การติดเชื้อประจำวัน โดย นพ.อนุพงศ์ สุจริยากร ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค กล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 91 ราย และกลับบ้านได้แล้ว 9 ราย เสียชีวิต 1 ราย เป็นชายอายุ 50 ปี รักษาตัวในโรงพยาบาลสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อสะสม 1,136 ราย ยังรักษาอยู่ 1,034 ราย รักษาหายแล้ว 97 ราย เสียชีวิต 5 ราย อาการหนัก 11 รายโดยแบ่งผู้ติดเชื้อที่พบในวันนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม

 

               กลุ่มที่ 1 ผู้ที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยหรือเกี่ยวข้องกับสถานที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ จำนวน 30 รายสนามมวย 5 ราย สถานบันเทิง 7 ราย สัมผัสกับผู้ป่วยที่มีรายงานมาก่อนหน้านี้ 18 ราย กลุ่มที่ 2 รายใหม่ จำนวน 19 ราย เดินทางจากต่างประเทศ 10 ราย เป็นคนไทย 9ราย ชาวต่างชาติ 1 ราย อาศัยหรือทำงานอยู่ในสถานที่แออัด 5 ราย ขับรถโดยสาร พนักงานเสริฟ และ เจ้าของธุรกิจ และปอดอักเสบไม่ทราบสาเหตุ 4 ราย กลุ่มที่ 3  ผู้ที่แพทย์พบเชื้อซึ่งต้องรอสอบประวัติและแต่ต้องรอสอบสวนโรคจำนวน 42 รายในส่วนอาการหนัก 11 รายยังต้องให้เครื่องช่วยหายใจ

 

               ขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก ยอดผู้ติดเชื้อสะสมรวม 519,899 โดยยอดเพิ่ม 61,969 ราย ยอดเสียชีวิตสะสม 23,587 ราย ยอดเพิ่มขึ้น 2,530 ราย โดยประเทศที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากที่สุดในวันนี้ ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา 18,001 ราย ยอดสะสม79,082 ราย สเปน 8,587 ราย ยอดสะสม 56,197 ราย เยอรมัน 6,548 ราย ยอดสะสม 43,646 ราย และอิตาลี 6,203 ราย ยอดสะสม 80,589 ราย

 

"ใครไปสนามมวยต้องแสดงตัวหยุดแพร่โรคไปวงที่ 3"

 

               "ขอชี้แจงกับประชาชนโดยยกตัวเลขกราฟประยุกต์มาจากออสเตรเลีย ถ้าประชาชนยอมรับมาตรการของรัฐ จะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน ถ้าประชาชน ร่วมมือ 80% เราจมีผู้ป่วยสะสม 7,745 คน ถ้าประชาาชนร่วมมือ 50%. จะมีผู้ป่วยสะสม 17,635 คน และหากไม่ร่วมมือในมาตรการป้องกันจะมีผู้ป่วย 25,225 คน จากกรณีสนามมวยเกิดขึ้นตั้งแต่ 1 มี.ค. และเกี่ยวข้องกัน 2 สนามมวย ดูเสร็จที่ราชดำเนินแล้วมาดูต่อที่ลุมพินี ข้อมูลคนเข้าร่วมประมาณ 5-6 พันคน มีทั้งการนั่งชมตั้งแต่ริงไซต์ของเซียนมวย ล็อค 1-2 

 

               ผู้เสี่ยงที่สุดคือคนที่ไปในสนามมวยเพราะไม่รู้ว่าใครเป็นคนเอาเชื้อมาปล่อย ต่อมาก็ทยอยป่วย คนไปสนามมวยแล้วไม่แสดงตัว ทั้งที่สธ.อนุโลมให้ออกมาตรวจร่างกาย เมื่อกลับไปบ้านก็คลุกคลีคนในครอบครัว ไปทำงานต่อโดยไม่ระวังว่าตัวเองจะติดเชื้อ ทำให้ยังพบผู้ป่วยจากกรณีสนามมวยอย่างต่อเนื่อง ขอเรียกร้องเชิญชวนรุ่นแรกที่ไปสนามมวยให้แสดงตัวเพื่อหยุดการแพร่ระบาดของโรคในวงที่ 2 เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่สู่วงที่ 3"

 

"ชุดตรวจโควิดรู้ผลเร็ว แม้ได้มาตรฐานไม่ควรซื้อมาใช้เอง"

 

               นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกระแสการนำชุดตรวจโควิดมาขายออนไลน์ว่า การตรวจเชื้อต้องทำในเวลาที่เหมาะสม ตามปกติการตรวจหาเชื้อต้องทำหลังรับเชื้อไปแล้ว 5 วัน ส่วนการตรวจจากภูมิคุ้มกันหรือแรพบิทเทสต้องใช้เวลาเกิน 5 วัน บางชุดตรวจต้องใช้เวลาถึง 2 สัปดาห์ สิ่งที่สธ.ทำคือตรวจสารพันธุกรรมจากเชื้อ พบได้หลังรับเชื้อ 3-5 วัน วันนี้มีผู้นำเข้าชุดตรวจยื่นขอใบอนุญาต 5 ราย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้ใบรับรอง 2 ราย ส่วนอีก 2 รายอนุญาตแบบมีข้อแนะนำ ส่วนการยื่นขออนุญาตชุดตรวจจากภูมิคุ้มกัน มีผู้ยื่นขอ 15 ราย ผ่านเกณฑ์เพียง 2 ราย

 

               "สำหรับคนที่อยากตรวจ แล้วไปตรวจโดยแปลผลแบบไม่เข้าใจ มีความเสี่ยง โฆษณาว่าตรวจเร็ว คือเร็วในขั้นตอนการตรวจเท่านั้น กว่าจะรู้ว่าติดเชื้อหรือไม่แรพบิทเทสตรวจได้ช้ากว่า เทสทุกชนิด มี 2 คำว่า "ความไว กับป่วยจริง" ในเรื่องความไวกรมวิทย์ฯกำหนดมาตรฐานไว้ 85% เพื่อป้องกันผลลบลวง และชุดเทสต้องมีความจำเพาะ ถ้าบอกว่าไม่เป็นคือไม่เป็นจริงๆ อย่าเอาโรคอื่นมาปะปน ซึ่งกำหนดมาตรฐานไว้ที่ 80% จึงจะผ่านการรับรอง แม้ผ่านชุดเทสจะการรับรองก็อย่าไปซื้อมาตรวจเองเพราะจะสับสนวุ่นวาย"รองปลัดสธ.กล่าว

 

"อย่าให้กราฟพุ่ง ต้องร่วมกันหยุดโรคให้เกิน 80%"

 

               พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การเว้นระยะห่างทางสังคมเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่จะทำให้เราผ่านพ้นสถานการณ์แพร่ระบาด ซึ่งการป้องกันตัวเองต้องร่วมกันทำให้ได้เกิน 80% จึงจะหยุดเชื้อได้ "ต้องไม่เดินไปหาคนอื่นและไม่ให้คนอื่นเดินมาหาเรา" ขอให้กลุ่มบุคคลเสี่ยง และบุคคลทั่วไปกรุณาปฏิบัติตามคำแนะนำของสธ. หยุดอยู่กับที่ 14 วัน การเดินทางที่ยังเกิดขึ้นขอให้เป็นไปเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ถ้าไม่จำเป็นต้องหยุดเพื่อหยุดเชื้อ ลดความเสี่ยงส่วนบุคคล การสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตามความจำเป็น 

 

               ลดพฤติกรรมเสี่ยง แม้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินจะสั่งปิดสถานที่ไปแล้ว แต่บางคนยังต้องหยุดไม่สังสรรค์ในพื้นที่ส่วนตัว ดังนั้นขอให้ลดทุกกิจกรรมลงทั้งหมด กรณีกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี กลุ่มที่มีโรคประจำตัว หากมีอาการป่วยขอให้ประสานไปยังสาธารณสุขใกล้บ้าน เพื่อส่งบริการเท่าที่ทำได้ไปยังบ้านเรือน ขอให้งดกิจกรรมในชุมชน เก็บตัวอยู่ในที่พักอาศัยทั้งหมด

 

"งด-เลื่อนทุกกิจกรรมทางสังคม กรณีจำเป็นต้องจัดสั้นที่สุด"

 

               อธิบดีกรมอนามัย กล่าวอีกว่า สำหรับองค์กรที่ยังไม่ได้ปิดการทำงาน เช่น ระบบขนส่งสาธารณะ ต้องตรวจวัดไข้ หากพบผู้โดยสารมีไข้ต้องงดเดินทาง รวมถึงพนักงานที่ปฏิบัติงานด้วย ในส่วนของร้านค้าที่ยังเปิดให้บริการ ขอให้ยึดแนวปฏิบัติในการดูแลพื้นที่ ดูแลสุขภาพพนักงาน อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการมีระยะห่าง ในส่วนของสถานที่ พักอาศัยแบบไม่ใช่บ้านเรือน อพาร์ทเมนท์ คอนโดมิเนียม หรือแฟลต ซึ่งมีทั้งพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ จะต้องจัดการความสะอาดพื้นที่ส่วนรวม พนักงาน ผู้พักอาศัย หากเกิดความเสี่ยงในอาคารสถานที่ เช่น มีผู้ที่จำเป็นต้องกักตัว. 14 วัน หรือมีผู้ป่วยในที่พักอาศัยหรือที่ทำงาน ต้องเข้าสู่กระบวนการจัดการพืนที่ให้สะอาดปลอดภัย ขอคำแนะนำได้ที่สธ. โดยสธ.พร้อมจัดส่งทีมไปร่วมปฏิบัติการเพื่อให้พื้นที่เสี่ยงกลับมาเป็นพื้นที่ที่ใช้งานได้

 

               "กิจกรรมทางสังคมทุกอย่าง ขอให้งด เลื่อน ยกเว้นกิจกรรมศาสนา เช่น พิธีศพที่เลื่อนไม่ได้ ซึ่งได้จัดแนวทางให้แต่ละชุมชนแล้ว รวมถึงพิธีศพทางศาสนาอิสลามที่จุฬาราชมนตรีได้ออกแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับมาตรการทางสาธารณสุขแล้ว และขอให้ลดจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม ต้องมีที่ให้ล้างมือ ทุกคนที่ร่วมงานต้องสวมหน้ากากผ้า ใช้เวลาสั้นที่สุด ไม่ควรมีการแตะหรือสัมผัสบุคคล ถ้าวันนี้ท่านทำในทุกมาตรการแล้วแล้ว ก็ขอให้เพิ่มขึ้นไปอีก เดิมทำแล้วต้องเพิ่มในทุกมาตรการ ลดการแตะและสัมผัสกัน

 

"อย.-อภ.รับกระจายยา-เวชภัณฑ์ สต็อกกลางรองรับผู้ป่วยใหม่"

 

               นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการองค์การอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงการสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อใช้ป้องกันตัวเองในการดูแลผู้ป่วย ว่า หน้ากากชนิด N95 หน้ากากอนามัย และชุด PPE ที่ใช้กับบุคลากรทางการแพทย์ ความพอเพียงและทันเวลาต้องมาคู่กันเสมอ สธ.จัดส่งให้กับกลุ่มเป้าหมาย สำหรับหน้ากากอนามัยองค์การเภสัชฯเป็นผู้จัดหาและกระจายไปยังโรงพยาบาลทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ส่วนรพ.เอกชนจะสั่งซื้อจากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง ส่วนหน้ากาก N95 และชุด PPE อภ.รับผิดชอบการกระจาย โดยจะจัดสรรตามข้อมูลของกรมควบคุมโรค และสำรองฉุกเฉิน 10,000 ชุด ให้กับกลุ่มเสี่ยงและผู้ต้องเฝ้าระวังระหว่างวัน

 

               กรณี รพ.ในกรุงเทพฯเมื่อรับผู้ป่วยใหม่ติดต่อขอรับได้ที่รพ.ราชวิถี ส่วนรพ.ในเขตภูมิภาค ได้สต็อกไว้ที่ กองบริหารกลางสาธารณสุข (กบรส.) ส่วนยาฟาวิพิราเวียร์ มีสต็อกกลางที่องค์การเภสัชฯและกระจายสต็อกใน 12 เขตสุขภาพ รวมถึงโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน ยืนยันว่า สธ.มีอุปกรณ์ต่างๆเพียงพอ และจัดให้มีสต็อกสำรองฉุกเฉินเพื่อรองรับผู้ป่วย ในอดีตเราไม่มีชุดPPE ในรพ.ชุมชน แต่จากนี้จะมีการประสานเพื่อรองรับกรณีพบตัวผู้ป่วย

 

"พร้อมสนับสนุนหน้ากากอนามัย-แว่นตา ให้อสม."

 

               ผู้สื่อข่าวถามถึง อสม.หลายพื้นที่สะท้อนว่า ไม่ได้รับการสนับสนุนหน้ากากอนามัยและถุงมือ รองปลัดสธ. กล่าวว่า อสม. 8 หมื่นคน ที่ได้รับการฝึกฝน เป็นกลไกสำคัญดูแลกลุ่มเสี่ยงต่างๆ โดยอสม.ได้เดินเคาะประตูบ้านแล้ว 3.ล้านหลังคาเรือน แต่การทำหน้าที่ของ อสม.ไม่ได้เข้าไปดูแลคนป่วย ดังนั้นอุปกรณ์ที่สธ.จะสนับสนุนให้คือหน้ากากอนามัยและแว่นตา เพื่อป้องกันการกระเด็นของละอองฝอยน้ำลาย ซึ่งจะเร่งจัดส่งให้กับอสม.โดยเร็วที่สุด ส่วนถุงมือกับเอี๊ยมพลาสติกชั่งน้ำหนักแล้วพบว่าไม่อยู่ในมาตรฐานที่สมควรใส่ เพราะจะมีปัญหาในการทำความสะอาด อีกทั้งอสม.ได้รับคำแนะนำแล้วไม่ให้สัมผัสผู้ป่วยและต้องหมั่นล้างมือ

 

"ยันกระจายN95 ชุดPPE ตามข้อมูลการใช้งาน"

 

               ต่อข้อถามถึงกรณีโซเซียลมีเดียโหมกระแสชุด PPE หน้ากากอนามัยไม่เพียงพอ เลขาธิการอย. กล่าวว่า การกระจายเวชภัณฑ์ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ มีข้อมูลทางวิชาการและเทคนิคว่าต้องใช้อุปกรณ์ชนิดใดเพื่อป้องกันตัวเอง ซึ่งสธ.มีเกณฑ์การจัดสรรภายใต้ข้อมูลจากพื้นที่และกรมควบคุมโรค เราดูแลให้ทุกคนปลอดภัยและได้กระจายไปยังทุกส่วนแล้ว ไม่ใช่การกระจายให้ที่ใดมากที่ใดน้อย เป็นการกระจายให้ตามข้อมูลการใช้งาน ยืนยันว่าในสิ้นเดือนนี้และสิ้นเดือนหน้าจะมีเวชภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น

 

"รอสอบสวน ผอ.รพ. ไม่ได้ติดเชื้อจากการสัมผัสผู้ป่วย"

 

               เมื่อถามถึงบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อ 10 ราย โดย 2 ราย ไม่ได้ติดเชื้อจากการปฏิบัติหน้าที่ เช่น จ.ตรังและจ.สมุทรปราการที่ไม่ติดจากผู้ป่วย รองปลัดสธ. กล่าวว่า บุคลากรทางการแพทย์ที่ป่วยเนื่องจากผู้ป่วยไม่ได้แจ้งประวัติให้ชัดเจน จึงกำชับให้กรณีพบผู้ป่วยมีไข้ ไอ มีน้ำมูกให้บุคลากรทางการแพทย์สวมอุปกรณ์ป้องกันเต็มตามมาตรฐาน ส่วนกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อจากใครไม่รู้นั้น ที่ผ่านมาผู้บริหารสธ.ไม่ต้องการให้บุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อ แต่ห้ามไม่ให้ไปร่วมกิจกรรมทางสัมคมไม่ได้ กรณี ผอ.รพ.ที่ไม่ได้ติดเชื้อจากการรักษาผู้ป่วย จึงยังอยู่ระหว่างการสอบสวนโรคและรวบรวมข้อมูล คาดว่าจะเปิดเผยรายละเอียดได้ในเร็วๆ นี้

 

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง